โลกที่แตกออกเป็นสองของขม

 

khom
เรื่องสั้นบันดาลใจจากภาพยนตร์ KOTOKO โดย SHINYA TSUKAMOTO

ขมยืนอยู่บนสะพาน เหนือโตรกธารที่แห้งขอด ข้างล่างน้ำไหลเอื่อยอ้อยราวกับลมหายใจของคนตาย น้ำตกหน้าแล้งช่างเศร้าสร้อย อุทยานแห่งชาติเงียบใบ้ อากาศร้อนระริกของวันจันทร์ในเดือนเมษายน ขมหยุดยืนมองน้ำไหลไร้เรี่ยวแรงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินลึกเข้าไปข้างใน

ขมเดินเข้าไปในป่า ออกนอกเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้ เสียงแมลงกรีดปีกเหง่งหง่างจนน่ารำคาญ ตนไม้ค่อยๆแน่นหนาขึ้นเรื่อยๆ ขมไม่ได้คิดถึงอะไรเลย นอกจากการเดิน ไม่ได้คิดแม้แต่เรื่องการแสร้งเล่นเกมว่าหลงป่า ขมเดินไปเรื่อยๆจนบรรจบเข้ากับลานกว้าง มีเศษซากของขนม ข้าวกล่องแห้งกรังในหล่องโฟมที่เปืดอ้าออก ศพของดอกไม้ที่ถูกมัดติดกันเป็นพวงมาลัยเฉาแห้ง มีแต่สีพลาสติกทำริบบิ้นซึ่งคงทน และแ้วน้ำพลาสติกบางแก้วที่ล้มคว่ำ บางแก้วก็ยังวางตั้งบรรจุน้ำแดงซึ่งชืดไป แห้งไป จนเหลือเพียงครึ่ง บนก้อนหินมีเสื้อตัวหนึ่งและผ้าซิ่นผืนหนึ่งวางพาดในลักษณะแทนตัวคนสวมใส่ เสื้อผ้าผ่านแดดฝนมายาวนาน แห้งแข็งจนแทบเปื่อยขาด เสื้อคอกระเช้าสีส้มอมชมพูดที่ซีดเพราะแดดโลมเลีย ผ้าซิ่นสีน้ำตาลมอซอ ขมจ้องมองเสื้อผ้าพาดโขดหินอยู่เนิ่นนานก่อนตัดสินใจเดินเขาหา เธอเตะแก้วน้ำล้มเค้เก้ น้ำแดงปรี่ไหลเหมือนเลือดสดจากปากแผล ขมถอดชุดกระโปรงของตัวเองออก ถอดเสื้อชั้นในและกางเกงในออกด้วยม้วนเป็นก้อนกลมแล้วโยนเข้าไปในป่าข้างหลังโขดหิน

เปลือยเปล่าต่อหน้าแท่นบูชาหรืออศาลาเจ้าแม่สักอย่าง ขมดึงเสื้อคอกระเช้าขึ้นมาสวม สอดขาเข้าในผ้าซิ่นแห้งกรอบ เนื้อผ้าเสียดผิวจนคันคะเยอ ขมสวมชุดใหม่แล้วเอาชุดกระโปรงของตัวเองวางพาดลงแทนที เธอจ้องมองข้าวมันไก่อืดพองในกล่องโฟมถวายเจ้าแม่อยู่ครู่หนึ่งด้วยความสะอิดสะเอียน ก่อนจะหันหลังกลับออกไปจากที่นั่น

ขมเดินไปตามถนนกลับเข้าไปในบังกะโล เธอซักชุดด้วยน้ำเปล่าในห้องน้ำ ผ้าซิ่นเปื่อยขาดคามือ รอจนมันแห้ง มีคนล่ำลือว่าเห็นเจ้าแม่เดินไปตามทางเดินศึกษาธรรมชาติ สวมเสื้อคอกระเช้าสีส้มอมชมพูและนุ่งซิ่น ภูติผีหลอนหลอกเจ้าหน้าที่ในขณะที่ขมนอนหลับสนิทในห้องที่มืดและเงียบ

………………………………………………..

(1)

ระหว่างนี้ขมคิดว่าเธอจำต้องใช้คำว่า ความเกลียด แทนความรู้สึกไร้ชื่อเรียกที่ประจุอยู่ในจิตใจของเธอ แทนปฏิกิริยาตอยสนองที่เธอมีต่อสังคมไปพลางๆก่อน มันน่าอับอายสิ้นดีที่เธอไม่สามารถหาคำที่เหมาะเจาะต่อความ ไม่ใยดี ต่อต้าน ปฏิเสธ รังเกียจ ไม่เป็นส่วนหนึ่งและไม่ต้องการเป็นที่เธอมีต่อสรรพสิ่งรอบข้าง

หลายปีล่วงมาแล้วที่เธอพยายามจะต่อสู้กับความเจ็บปวดเมื่อเธอมองเห็นโลกแตกออกเป็นสอง ผู้คนที่เธอรู้จัก หรือไม่รู้จักแต่หากจ้องมองนานพอ จะแตกแยกออกเป็นสองร่าง ร่างหนึ่งยิ้มละไม อีกร่างพุ่งตรงเข้ามาทำร้ายเธอ อย่างเจ็บปวดและอ่อนล้า จนถึงป่านนี้เธอยังไม่แน่ใจว่าร่างใดคือร่างที่แท้จริงพลายต่อหลายครั้งเธอจึงพบร่องรอยฟกช้ำดำเขียวของการลื่นไถล การทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น การผงะไปชนเข้ากับอะไรสักอย่าง ความเจ็บปวดและหวาดผวาซึ่งกรูเข้ามาเหมือนลมฤดูหนาวไม่มีชื่อเรียก บาดเนื้อเปลือยเปล่าของเธอ

ที่เธอให้ได้ก็เพียงเท่านั้น ในโลกที่เธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง และถ้าหากเป็นได้ขึ้นมาจริงๆมันก็เท่ากับเธอถูกบีบคั้นให้ต้องฆ่าตัวตาย ขมให้ได้เพียงสิ่งปลอมๆที่มีชื่อว่าความเกลียดชัง ทั้งที่เธอไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลยสักนิด มันเป็นคำที่ความหมายต่างออกไป แต่ให้ความรู้สึกที่ใกล้เคียง ความรู้สึกที่ไม่ได้อยู่ในเนื้อของความหมายถ้อยคำ ความรู้สึกที่อวลอยู่ในอากาศรอบๆความหมายของการเกลียดชัง ความรู้สึกถึงการต่อต้านที่เพิกเฉยเย็นชา และไม่เห็นอกเห็นใจ ขมคิดว่าถ้าต้องเลือกระหว่างการทำลายโลกทั้งใบและการทำลายตัวเธอเอง เธอเลือกอย่างหลัง แต่เธอขี้ขลาดเกินไป ดังนั้นคำว่าเกลียดชังจึงเป็นคำที่เธอไม่คิดว่าเหมาะเจาะในการอธิบายชีวิตของเธอ

ขมไม่สบตาผู้คน นั่นคือของขวัญเดียวจากการฝึกฝนยาวนานที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น เธอเกลียดแสงสวยงามขามอาทิตย์อัสดง เกลียดสายลมฤดูร้อนและคลื่นที่ม้วนตัว ไอ้สิ่งของพวกนั้นมอบความรู้สึกสงบบางอย่างซึ่งทำให้เธอเผลอไผลไปกับโลก และมักลงเอยอย่างสยดสยอง ขมไว้ผมยาวถึงกลางหลังเพื่อเร้นใบหน้าในยามที่ไม่จำเป็น เธอทำงานเป็นนักพยาธิวิทยาในศูนยมะเร็งซึ่งตั้งออกไปไกลจากตัวเมือง สถานที่งดงามที่ล้อมรอบด้วยดินแดนรกร้างว่างเปล่า ห่างไกลจากผู้คน วันทั้งวันเธอนั่งในห้องกรุกระจกติดแอร์ ปั่นแยกเม็ดเลือดออกจากซีรั่ม จ้องมองการหมุนเหวี่ยงที่วางใจได้ของเครื่องมือ เพื่อร่วมงานของเธอในแผนกมีเพียงสามคน พวกเขาไม่ชอบเธอพอๆกับที่ไม่ชอบกันและกัน นั่นคือเขตปลอดภัยสำหรับเธอที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยการพิงหลังกันและกันไม่ให้ล้มลงไป โลกอ้างว้างที่ขมบรรจุตัวเธอลงไปได้อย่างพอดีไม่มีขาดเกิน ในโลกแบบนี้ขมพอจะได้หายใจอยู่บ้าง

ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว บัดนี้ ห้าโมงเย็นกัยอีกสี่สิบห้านาที แสงอาทิตย์เจือจางอยุ่หลังภูเขา แฝลตเจ้าหน้าที่ในยามบ่ายของวันศุกร์เงียบเชียบเปลี่ยวร้าง โถงทางเดินที่รกเรื้อไปด้วยของเหลือให้ขากห้องต่างๆ ชั้นวางรองเท้าระเกะระกะ ต้นไม้กระถางเล็กๆครึ่งเป็นครึ่งตาย ทั้งหมดโดนจับต้องโดยแสงวอมวาวสีส้ม ขมอยู่ในห้องส่วนตัวมิดชิด ที่ปิดหน้าต่างทุกบ้าน สรรพสิ่งเงียบเชียบจนเธอนึกเกลียดชังที่เสียงซึ่งเสียดแทรกมาทำลายความสงบคือเสียงขอหัวใจเธอที่กำลังเต้น

(2)

ในมุมมองของขมนั่น การข่มขืนเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายและไม่ส่งผลอะไรกับเธอเลยเว้นแต่ความรู้สึกเจ็บปวดทางกายเล็กน้อยซึ่งหายสนิทในสงอสามวัน ตลอดเวลาสิบห้าหรือยี่สิบนาทีที่เขากระทำกับเธอ ความคิดของเธอกวัดไกวไปมาเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา หรือเจ้าเพนดูลัมที่กำลังเคลื่อนลงมาเชือดคอตัวเธอเองทีละน้อย

เมือสืบค้นด้วยสายตาของคนนอกเธอคิดว่าเธอก็มีส่วนรู้เห้นเป็นใจบางประการในเรื่องนี้ เธอปล่อยให้เขาเข้ามาในห้อง นรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเธอ นั่งลงบนเตียงของเธอ เธอปล่อยให้เขาเข้าใจไปเองว่าเธอเอื้อนเอ่ยเชิญชวนผ่านภาษากาย ซึ่งเป็นเพียงแต่ความเข้าใจผิดพลาด เหตุเกิดในวันศุกร์ขาดแสงแดด ฟ้าฝนครึ้มครืน แฝลตพักเจ้าหน้าที่ว่างโล่งเสียตั้งแต่หลังเที่ยง เธอเปิดรับเขาเข้ามา แต่เขาไม่ได้มีสิทธิ์เหนือเธอกระทั่งเขาชำแรกเข้าไปในร่างของเธอหรือ หลั่งล้นในร่างเธอ เขาก็ไม่ได้มีอำนาจเหนือเธอ เขาเพียงเข้าใจไปเอง

เธอไม่รู้สึกสุขสมหรือคล้อยตาม แต่ก็ไม่ได้รู้สึกรังเกีนจขยะแขยง อาจจะอยู่ในกลุ่มอาการของการโดนหลอดแก้วบาดมือ ที่เธอคิดสับสนอย่างเสียสติขณะนั้นคือเรื่องเพียงทำนองว่า การขัดขืนจะให้อะไรแก่เธอ ถ้าเธอขัดขืน เธอก็จะเป็นเพียงหญิงที่ตกในวาทกรรมของความเป็นหญิง ผู้หญิงที่พึงรักษาพรมจรรย์ที่เธอไม่มีแล้ว ผู้หญิงแบบแม่หรือน้องสาวที่เธอรังเกียจหลีกลี้ แต่การไม่ขัดขืนก็ไม่ได้ทำให้เธอเป็นชาย ซึ่งเธอก็ไม่ได้อยากเป็นชาย เธอแค่ไม่อยากเป็นหญิง แต่การไม่ขัดขืนส่งผลเลวชาติบัดซบกว่านั้น เพราะมันไม่ได้ทำให้เธอไม่เป็นหญิง แต่มันทำให้เธอเป็นหญิงร่าน ตอกหมุดฝังตรึงในมดลูกของเธอ เธอไม่มีทางหลุดพ้นจากเคนื่องเพศที่ถูกสาปส่งมาให้มี ถ้าเธอเทอดสิ่งเธอเกลียดไว้ เธอจะปลอดภัย อย่างน้อยก็จากคนอื่นๆ แต่การต่อต้านมันไม่ได้ทำให้เธอเอาชนะมันได้ มันกลับกดให้เธอเป็นสิ่งที่ต่ำช้าน่ารังเกียจ เป็นสิ่งน่ารังเกียจของสิ่งที่เธอรังเกียจ ไม่ได้เป็นเธอ

มันจึงเกิดขึ้นราวกับการดำเนินไปของหลอดแก้วที่บาดนิ้ว ข้อแลกเปลี่ยนเดียวของเธอกับเภสัชกรหนุ่มรุ่นน้องที่ข่มขืนเธอคือเขาต้องจัดหายาคุมฉุกเฉินให้กับเธอ เหตุการณ์เกิดขึ้นในทำนองของอุบัติเหตุ หากลุกลามใหญ่โตจนยากระงับ เมื่อคนอื่นคิดว่าเขามีสิทธิ์จะใช้สิทธิของเธอแทนเธอ ขมรังเกียจคนพวกนั้นมากกว่าเด็กหนุ่มที่ถะถั่งหลั่งล้นในร่างของเธอ ซึ่งชีวิตจะฉิบหายพินาศไปอย่างไม่อาจยับยั้ง

(3)

เธอตั้งใจจะออกไปข้างนอก โลกของเธอถ้าจะมีอยู่มันอยู่ในยามเย็นที่ผู้คนถูกสูบหายไปในห้องหับของตัวเอง หรือไม่ก็ในยามค่อนคืน เธอเป็นมิตรกับร้านสะดวกซื้อซึ่งต้องขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปสักสิบห้ากิโลจากแฝลตของเธอ เธอมักจะออกไปซื้อของช่วงสองทุ่มของคืนวันศุกร์ อาหารสำหรับทั้งสัปดาห์ นอกนั้นก็ไม่มีอื่นใดอีก สรรพสิ่งจะวิปลาสหากเธอจำเป็นต้องออกไปในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยผู้คน

เธอคุ้นเคยเป็นอันดีกับกลางคืน กับไฟสลัวสีส้มส่องถนนมืดๆ กับไฟหนารถมอเตอร์ไซคสีนวลเธอคุ้นเคยดีกับแสงฟลูออเรสเซนต์สีขาวสบายตา อย่างน้อยก็สำหรับเธอ มีของกินจำกัดในดินแดนโพ้นไกล เธอเลือกเท่าที่เธอเลือกได้ เท่าที่จำได้ อาการเห็นโลกแตกออกเป็นสองของเธอนับว่าสงบลงได้ค่อนข้างดี หากไม่นับความจริงว่าเธอไม่ได้ออกจากห้องหลังเลิกงานมาแล้วราวสองสัปดาห์

เด็กหญิงยืนนิ่งหน้าตู้แช่ จ้องมองใส้กรอกสีสดบนชั้นอย่างใจจดจ่อ มารดาของเธออยู่ที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน ขมต้องการใส่้กรอกสักสองสามแพค แต่เด็กยืนขวางอยู่ ชั่วแล่นอันแสนสะพรึง ขมนึกรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าราวเดจาวูว่ามันจะเลวร้าย เด็กหญิงผมแกละสวมเสื้อยืดสีสดพิมพ์ลายรูปตัวละครจากละครหลังข่าวที่ขมไม่คยดู สวมกางเกงขขาสั้นสีบานเย็น ขาป้อมสั้นของเด็กโป่งพองเหมือนกับใบหน้ และร่างที่แนบจนเสื้อแทบปริเด็กดึงขากางเกงขม อยากให้เธอหยิบห่อไส้กรอกให้ เธอเหลียวมองลอดแว่นสายตาซึ่งเธอเลือกให้ีขนาดสายตาที่สั้นกว่าจริงเล็กน้อย ภาพเบลอเหมือนฝันเท่านั้นที่จะทำให้ฉันปลอดภัย เด็กเกาะขากางเกงเธอ เด็กอีกคนเกาะขากางเกงแม่ จ้องมองมาทางเธอ คมชัดราวแว่นสายตาปรับโฟกัสเอง เด็กรีดร้องพุ่งเข้ามา ขมผงะหงาย ผลักเด็กล้มลงก้นจำเบ้า แว่นสายตาร่วงหลุด ผู้คนแตกแยกเป็นสอง กลุ้มรุมมาทางเธอ

ผู้คนล้วนเป็นเช่นนั้น ขมล่วงรู้เรื่องนี้ในภายหลัง เมื่อเธอไม่มองเห็นโลกแตกออกเป็นสองอีกแล้ว โลกที่มีนึ่งเดียวนั้นจอมปลอมอย่างยิ่ง ผู้คนที่เราเห็นที่แท้้ล้วนแตกออกเป็นสอง คนหนึ่งที่เรามองเห็นยิ้มพราย อีกคนจังก้า พร้อมจะพุ่งเข้ามาทิ่มแทง ขมเคนมองเห็นโลกที่แท้ ซึ่งขัดแย้งกันเองอย่างถึงที่สุด ถ้าทุกคนมองเห็นโลกที่แท้จริงพวกเขามีแต่ต้องหนีจากโลกนี้ไปให้ไกลเท่านั้น เด็กพุ่งเข้ามา ผู้ใหญ่พุ่งเข้ามา คนที่ไม่รู้จักพุ่งเข้ามา เจ็บปวดที่สุดคือคนที่รู้จักพุ่งเข้ามา มากกว่าหนึ่งครั้งแม่ของเธอพุ่งเข้ามา ในตอนนั้นขมยังไม่เรียรู้การหลบหนี การตอบโต้ของเธอทำให้สรรพิส่งพังพินาศ นั่นคือเรื่องที่เธอจดจำ เรื่องที่ควรจดจำ การมองเห้นโลกที่แท้ไม่ทำให้เราได้เปรียบ มันมีแต่ทำให้เราเจ็บปวด มีแต่ต้องรอจนกว่าคนอื่นจะเห็นโลกเหมือนกับเรา กรตอบโต้ของเราจึงได้รับข้อยกเว้น จงจำไว้ให้จงดี มันไม่สำคัญว่าความจริงเป็นอย่างไร มันสำคัญว่าคนอื่นๆมองความจริงอย่างไร ขมเรียนรู้เรื่องนี้ลึกลงในรอบแผลเป็นของเธอเอง ถ้าเธอยังคงยืนกรานจะเห็นผู้คนแตกเป็นสอง เธอจะต้องตายอย่างทรมานไปกับความคิดนั้นเพียงลำพัง ผู้คนก็เป็นเช่นนั้น โลกที่เป็นหนึ่งเดียว ผู้คนสามารถทำลายคนอื่นๆลงได้อย่างง่ายดาย ผู้คนที่ไม่พุ่งเข้ามาทิ่มแทงเธออีกแล้วน่ากลัวที่สุด เพราะเธอรู้ว่าพวกเขากำลังทิ่มแทงเธอ แต่เธอหลบหนีไม่ได้ เลือดที่มองไม่เห็นไหลออกจากตัวเชื่องช้า ตายอย่างเชื่องช้าและไม่ทุกข์ทน ซึ่งนั่นอาจจะดีก็ได้

เธอมองเห็นโลกเป็นหนึ่งเดียวอยู่ราวเก้าเดือน หลังจากเธอเกิดท้องขึ้นมา หลังจากผู้คนได้เผยโแมหน้าที่แท้ในความเป็นห่วงบ่วงใยที่ทำให้ชีวิตของเด็กหนุ่มคนนั้นและเธอพังพินาศลง

(4)

ความพินาศมีรูปทรงแบบใดกัน จนถึงบัดนี้เธอก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้ มันมาถึงในรูปทรงของทารกในครรภ์ของเธอ หรือมาในภาพของข่าวลือซึ่งสะพัดออกไปราวกับถูกนำด้วยกระแสลมกรรโชกจากมหาสมุทรบ้าคลั่ง ใครสักคนล่วงรู้ความลับในยามเย็นวันศุกร์อันมืดทะมึนนั้น ข่าวลือล่องลอยในอากาศเหมือนหมู่เมฆทึมบนท้องฟาซึ่งรอคอยที่จะร่วงหล่นลงมาทำร้ายผู้คน เหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นเมื่อขมพบว่าเธอท้อง เป็นเด็กหนุ่มคนนั้นที่ทนไม่ได้ หลังจากหลบหน้าหลบตากันอยู่ราวหกเดือน บิดามารดาของเขาก็บุกมาที่โรงพยาบาล โลกสงบสุขของขมแตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อพวกเขาเขาพบผู้อำนวยการและเรียกร้องเอาจากขมให้ยอมรับในเรื่องที่เธอไม่ได้มีส่วนร่วม เรียกหาศีลธรรมที่ขมไม่มีจะให้ ด้วยคำใหญ่คำโตประเภท ความเป็นแม่ ความรักลูก ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องการรักษาหน้าตาของผู้ปกครองกับเด็กหนุ่มลูกแหง่ พวกเขาค่อยๆพังพินาศลงไปเองราวกับภูผาที่พังพาบเพราะมันเป็นเพียงหินซึ่งพิงกันอยู่อย่าง่อนแง่น

ตอนที่ขมตั้งท้องนั้นเอง โลกหวนกลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง ตอนที่สรรพสิ่งยังเป็นข่าวลือและเธอเริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นน้อยๆ ขมตัดสินใจกับตัวเองว่าจะเก็บเด็กไว้ เปล่าเลย เธอไม่มีความผูกพันอันใดกับเด็กทารกในท้องของเธอ ไม่เคยมีความเป็นแม่หรืออะไรน่าสะอิดสะเอียนทำนองนั้นผุดบังเกิดขึ้นในร่างของเธอ เธออาจจะสัมผัสถึงอีกร่างที่กดทับลงมา หลังไหล่เมื่อยขบ ท้องยื่นโย้ เธอคิดว่าบางที่เด็กคนนี้อาจจะเกิดมาเป็นตัวเธออีกคน คนที่จะเป็นคนที่สองที่คนอื่นจะมองเห็น เด็กจะแบกความทรมานของโลกที่แตกออกเป็นสองด้วยหรือเปล่าเธอก็ไม่รู้ เธอจะเลี้ยงดูให้เด็กเติบโตได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เธอคิดว่าเธอจะให้เด็กคนนี้ผ่านออกมาทางเธอ เธออาจจะผูกพันกับเด็กอย่างคนบางจำพวกผูกพันกับสัตว์เลี้ยง ไก็เด็กอาจจะเกลียดเธอ แต่เธอคิดว่าเธอจะลองดู มันง่ายดายเพียงนั้นเอง ความง่ายดายที่ไม่มีใครเข้าใจ เพราะความง่ายไม่ได้มาพร้อมกับความดีงาม

หากลึกลงไปกว่านั้น ขมคิดถึงทารกในครรภ์ในฐานะของอวัยวะชิ้นหนึ่งของเธอ กล่าวให้ถูกต้องท้ายที่สุดสิ่งที่ขมไม่พึงปรารถนาจะกล่าวถึงคือการที่เธอหวาดกลัวการทำแท้ง ความเสี่ยงเกินจะรับของมันทำให้เธอคิดว่าทางเลือกที่เสี่ยงน้อยกว่า เจ็บปวดน้อยกว่าคือการเก็บเด็กเอาไว้ สรรพสิ่งมุ่งตรงไปในทางเดียว ขมเลือกจะตั้งท้องเด็กที่ถือกำเนิดโดยไม่พึงปรารถนา ในครรภ์ของคนที่ไม่สมบูรณ์ เธอไม่มีความรักจะให้ นั่นนับเป็นโชค เพราะเธอจะไม่มีความเกลียดให้ด้วยเช่นกัน

ตอนที่ขมยังไม่รู้ว่าเธอท้อ
เธอตอบรับไปงานแต่งงานของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง งานจัดในโรงยิมของโรงเรียนประจำอำเภอ งานสังคมไม่กี่งานที่ขมเข้าไปมีส่วนร่วม โลกของเธอคืนกลับเป็นหนึ่งเดียวได้สักระยะแล้วในตอนนั้น เธอคิดว่ามันเป็นเพียงการสงบลงของโรค สัญญาณว่าเมื่อเธอได้ร่วมเพศ โลกของเธอได้เปลี่ยนพลิกกลับหัวกลับหางอย่างสิ้นเชิง ข้อคิดเจ็บปวดรวดร้าวว่าเธอได้กลายเป้นหญิงเต็มตัวผ่านการชำแรกชำเราของเพศชาย สิ่งนี้โบยตีเธอเงียบๆราวกับการมองเก็นโลกเหมือนคนอื่นก็คือการลงโทษประการหนึ่ง ที่หน้างาน ขมหยุดยืนมองอัลบั้มรูปคู่รักสวยงาม รูปถ่ายบ่าวสาวในห้วงรักอันนุ่มละมุน หันหน้าเข้าหากัน กอดกัน หอมแก้มกัน ภาพสวยหมดจด ไร้ร่องรอยไฝฝ้าราคี พลันขมเรียนรู้ถึงบางสิ่งที่ผิดประหลาด มันผิดประหลาดเพราะมันไม่ได้ผิดประหลาด แต่ทุกคนยินดีจะลบมันออกจากเรื่อง กล่าวคือในห้วงรักที่ผู้คนชื่นชมสมประดีกันอยู่นั้น จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยมนุษย์เพียงสองคน พวกคู่รักไม่มีทางจะถ่ายรูปคู่ของตนเองอย่างงดงามได้แบบนั้น ทั้งหมดที่ขมจ้องมอง ที่ขมถูฏบีบบังคับให้รับรองจึงเป็นเพียงการจำลองแบบความรักที่จัดทำขึ้นใหม่ทั้งหมด เป็นของมือสองปลอมปนที่ย้อมสีสันสวยงามเพื่อปกปิดช่องโหว่ของความเทียมของมัน ขมมองเห็นดวงตาหลายสิบคู่ในรูปคู่นั้น ดวงตาของช่างกล้อง ช่างแต่งหน้า ช่างจัดไฟ แม้แต่คนตัดต่อทำโฟโต้ชอปให้กับรูปภาพ ดวงตาจ้องมองอย่างโลมเลีย ข่มขืนความรักให้งดงาม ขมถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะอย่างกั้นไม่อยุ่ ทฤษฎีของเธอได้รับการพิสูจน์ด้วยการคิดไปเองของเธอว่า ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ

หลังจากกระหยิ่มเพียงลำพัง ขมกินโต๊ะจีนได้ถึงอย่างที่สามก็รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียนอย่างรุนแรง ตอนนั้นเองเธอได้ตระหนักจริงๆว่าเธออาจะตั้งท้อง

(5)

สรรพสิ่งพิลึกผิดเพี้ยน เมื่อขมมองเห็นโลกทั้งหมดรวมเป็นหนึ่ง แต่เธอมองเห็นตัวเองแตกเป็นสอง

เหตุการ์ณเกิดขึ้นอย่างรวบรัด รุนแรง และสั่นไหวที่หน้าแฝลตของเธอเอง หลังจากที่เย็นวันหนึ่งหญิงชายวัยกลางคนคู่หนึ่งปรากฏตัวอยู่หน้าห้องพักของเธอ เธอเวียนหัวและอาเจียนตลอดวัน รู้สึกเหมือนร่างกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ถึงตอนนี้ขมปรารถนาห้องมืดทึบไร้สรรพสำเนียงอย่างที่สุด ห้องที่เธอจะนอหงายให้ร่างของทารกในครรภ์กดทับลงมา เธอไม่เคยฮัมเพลงให้ลุกของเธอฟัง เพราะเธอเกลียดเสียพวกนั้น เธอคิดว่าเธอจะอยุ่กับเด็กคนนี้ในความเงียบ มันจะดีแค่ไหนถ้าลูกของเธอเป็นใบ้ เธอไม่เคยศึกษาว่าเด็กที่เป็นใบ้จะมีเสียงร้องให้อย่างไร เสียงร้องอย่างสัตว์ ที่ไม่บอกความหมาย ขมคิดถึงเรื่องพวกนี้แล้วสับสนที่เธอรู้สึกละอายแก่ใจเรื่องอยากให้ลุกในท้องเธอเป็นใบ้ เธอถูกดึงดูดเข้าหาความเป็นแม่จนได้สินะ บางทีเถอะบางทีมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสายใยอบอุ่นแบบนั้นสักนิด มากไปกว่าการพยายามอยู่ร่วมกันของสองชีวิต ซึ่งไม่ต้องเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หรืออาจจะไม่ต้องเป็นมนุษย์ก็ได้ เป็นสัตว์โลกสองชนิด ที่ตัวหนึ่งให้กำเนิดอีกตัวหนึ่ง โดยปราศจากการควบคุมของศีลธรรมใดๆ สรรพสิ่งเคลื่อนขยับด้วยสัญชาตญาณไร้คุณค่ารับร้อง เธอมั่นใจลึกๆว่าด้วยสัญชาตญาณแบบนั้นเธอจะไม่ยอมให้ลูกของเธอเป็นใบ้ หรือไม่มีวันทิ้งลูกของเธอ สรรพสิ่งที่อธิบายไม่ได้ดูมีความหมายบางอย่าง ซึ่งจะถูกทำลายลงเมื่อสวมคำอธิบายประกอบคุณค่า

เธอได้พบกับแม่จริงๆเข้าที่หน้าแฝลตนั่นเอง หญิงผู้นั้นร่างท้วม แต่งตัวดีเท่าที่คุณครูโรงเรียนมัธยมคนหนึ่งจะดีได้ นางขอคุยกับขมเป้นการส่วนตัว แต่ไม่มีใครจะรุกล้ำพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเธอได้ ทึกอย่างจึงค้างคาอยู่ตรงปากประตู ขมยืนขวางทางเอาไว้ ท้องยื่นยาวชี้หน้าคู่สนทนาซึ่งแสดงสีหน้าตระหนกขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อเห็นสภาพที่แท้ของเธอ

หล่อนคือมารดาของเขา แม่ที่แท้ต้องเป็นแบบนี้สินะ หล่อนถามไถ่ขมถึงเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งขมเห็นว่าเปล่าประโยชน์ที่จะตอบ หล่อนกล่าวในทำนองปกป้องลูกชายอย่างที่แม่คนนหึ่งพึงกระทำต่อบุตรอันเป็นที่รักของตน

อันที่จริงเรื่องมันเลยเถิดมาถึงขนาดนี้เพราะเขาและฌะอรู้จักผ่านหนังสือจิตวิเคราะห์ของ ฌาคส์ ลากอง ซึ่งขมซื้อมาอ่าน และเขาเด็กหนุ่มจบใหม่ๆร้เพื่อนบังเอิญค้นพบว่ามีคนที่เขาอาจจะพูดคุยด้วย เด็กหนุ่มที่เป็นเด็กมากกว่าคนหนุ่มพยายามจะคืบเคลื่อนเข้ามาในโลกของขม ผ่าหนนังสือซึ่งคนทั้งคู่รู้จักเพียงงูๆปลาๆ ความสัมพันธ์เลื่อนลอยที่น่าสมเพช ขมไม่ได้อยากผูกมิตรกับเขาแต่ก็เบื่อจะปฏิเสธ ความผิดพลาดคือเธอปล่อยให้มนุษย์คนอื่นก้าวล่วงมาในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และตีความเกี่ยวกับตัวเธออย่างผิดๆ แบบที่เด็กสร้างตัวขึ้นมาจากสภาวะกระจกผ่านทางการตีความคนอื่นแบบผิดๆ คนจพกวแม่และพ่อของวกเขา หญิงร่างท้วม สวมเสื้อผ้าลายดอกไม้สีสดซึ่งเบ่งบานอย่างท้าทายสายตาอยู่ต่อหน้าขม ปากที่ขยับไม่หยุดด้วยคำหวานรื่นหู ซึ่งต้องตีความเป็นอื่นทั้งสิ้น

พลันถ้อยคำร่วงหล่น ขมมองเห็นเธออีกคนหนึ่งยืนสวนแสงตะวัน เมื่อแม่ของเขาถามเธอในทำนองว่าทำไมไม่รู้จักแก้ปัญหาก่อนจะแก้ไมไ่ด้ ถ้อยคำเป็นนัยที่พูดเรื่องอื่น แม่ออกโรงปกป้องลูกของตนด้วยการทำลายลูกของผู้อื่น ขมไม่มีแม่ อาจจะเคยมีแต่ไม่มีแล้ว แลเธอไม่อยากเป็นแม่ พอกันกับที่ไม่อยากเป็นโสเภณี เธอยะเยือกถึงกระดูกเมื่อพบว่าความเป้นแม่ที่แท้มีรูปทรงเป็นเช่นนี้ ความเป้นแม่คือการทำลายคุณค่าอย่างอื่นลงเสียเพื่อนคุณค่าความเป้ฯแม่ ข้อขัดแย้งอันเลิศลอยอยุ่ด้วยตัวของมันเอง

เธอยืนดูอยู่อย่างนั้น เมื่อขมอีกคนเริ่มกรีดร้องแล้วพุ่งเข้าใส่หญิงผูนั้น พุ่งเข้าหาด้วยอาการเดียวกันกับที่ผู้คนพุ่งเข้าหาเธอ โลกดับลงฉับพลัน ขมยืนดูหญิงผุ้นั้นร่วงหล่นลงกับพื้นด้วยความเกรี้ยวกราดของตัวเธออีกคนหนึ่ง เธอแตกออกเป็นสองเช่นผู้คนอื่นๆ ร่างหนึ่งหลบหนีเข้าสู่ถ้ามืดมิด อีกร่างเคียดแค้นชิงชังรุนแรงพอจะดับดวงอาทิตย์

……………………………………………

บ้านพักอุทยานแห่งชาติเงียบเชียบในยามค่ำคคืน แต่ขมตื่นเพราะได้ยินสรรพเสียงของแมลงกลางคืน เธอยังคงอยุ่ในซิ่นและเสื้อคอกระเช้าที่ได้มาจากในป่า พร้อมกับอาการปวดท้องน้อยซึ่งพุ่งเข้ามาดุจระลอกคลื่น เธอสงสัยว่าสตรีเจ้าของซิ่นเป็นใคร นางตายทั้งกลม หรือตายไปโดยสาเหตุอื่น นางคือภูติผีวิญญาณที่จะมาคร่าเอาชีวิตเพียงเพราะขมเอาผ้าถุงของนางมาสวมใส่หรือเปล่า หรือนี่คือสิ่งอื่น

ขมได้ลาพักร้อนยาวหลังเหตุการณ์นั้น ผู้อำนวยการต้องการปิดเรื่องนี้เป็นความลับ ไปๆมาๆคนที่ปกป้องขมมากที่สุด คือเพื่อนร่วมงานในแผนกของขมเอง พวกเขาปิดปากเงียบเชียบ ไม่ตอบรับและไม่แสดงความเป็นหว่งบ่วงใยปลอมๆออกมา พวกเขาแตกออกเปนสอง แต่ไม่พุ่งเข้ามา เหมือนพวกผู้คนดีๆที่จับไหล่บอกให้ขมเข้มแข็ง พวกที่อีกร่างหนึ่งยืนยิ้มเหยียดแล้วพุ่งเข้ามาต่อยท้อของขมครั้งแล้วครั้งเล่า คนพวกนั้นแตกออกเป็นสอง เพียงแต่ไม่มีใครมองเห็น พวกเขาซ่อนอีกร่างหนึ่งของตัวเองมิดชิดจนน่าสะพรึงกลัว ขมโชคดีที่มองเห็น แต่โชคร้ายที่ไม่อาจต่อสู้

ราวกับร่างกายจะฉีกขาดออกจากกัน ขมควานหาอีกร่างของตัวเองในความมืด แต่ไม่พานพบ เธอกรีดร้องเสียงดัง เสียงชวนสะพรึงซึ่งทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่อุทยาน ล๊อคบ้านช่องห้องหับเพื่อจะอยู่กันแต่ภายใน ด้วยความหวาดกลัวผีเจ้าแม่ที่จะกลับมาทวงแค้นของการไม่เคารพ

โลกดับไปเป็นพักๆ ขมกรีดร้องจนหมดกำลังเสียง ช่วงขาชื้นชุ่มไปด้วยเลือด ยังไม่ถึงกำหนดที่เด็กจะเกิดมา ขมคิดว่าเธอกำลังกลายเป็นสัตว์ป่า สัตว์ป่าสองตัวในบ้านพักอุทยานที่เป็นป่าทำเทียม สรรพสิ่งก็เป็นเช่นนั้น ร่างเธอกำลังจะแตกออกเป็นสองขึ้นมาจริงๆ กลางคืนมืดมิด เสียงหวีดร้องของเธอกลบทุกเสียงที่ทำให้เธอรำคาญ ความปวดร้าวที่ถามโถมจนร่างมึนชา และเลือดจางที่เปรอะนองซิ่นของเจ้าแม่ ขมนอนในความมืด รอคอยด้วยการกรีดร้อง รอคอยด้วยการกรีดร้องที่ไม่มีใครได้ยินเพราะทุกคนปิดหูไปล่วงหน้าแล้ว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: