เกาะของคนตาย

dedicated to Ingmar Bergman

บทที่ 1 เกาะของอิงมาร์

ผมมาถึงเกาะในยามสายอันมัวซัว และสายหมอกที่ห่่มคลุมเหมือนปุยสำลี ฟุ้งอย่างเฉื่อยในอากาศเหนอะหนะ  ถ้าเวลายังคงเดินอยู่ ผมอาจจะบอกได้ว่าผมมาถึงที่นี่หลังจากตัวเองตายลงไปแล้วสี่สิบแปดชั่วโมง

ดังเช่นที่พ่อเคยเล่าไว้ในรูปของนิทานปรัมปรา เมื่อเราตายลงเราจะถูกนำตัวไปยังเกาะเล็ก จุดพักรอระหว่างการเดินทางสู่โลกหลังความตาย โลกก่อนโลกหลังความตาย ผมนิยามคำนี้ขึ้นเองหลายปีต่อมา ตอนนั้นพ่อบอกว่า ตราบใดที่ยังมีคนจดจำเราอยู่เราจะไม่ได้ออกจากเกาะแห่งนี้ เกาะเล็กๆที่เคลียไปกับหาดกรวดและทางเดินดินแดง เกาะเล็กที่จริงๆแล้วบรรจุผู้คนจำนวนมาก  ผู้คนต่างพากันมาเพื่อรอคอย รอคอยจนกว่าตัวเองจะถูกลืมจนหมดสิ้น กระทั่งเมื่อผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ลืมเลือนเขาหมดสิ้น ภาระทางความทรงจำก็หมดลงด้วย พวกเขาจึงจะได้เดินทางออกจากที่นั่นไปสู่โลกหลังความตายโดยแท้จริง กล่าวกันตามนั้น ในยามสายแสงเศร้าที่ผมเดินทางมาถึง พ่อก็โดยสารเรือออกจากเกาะ

หากบางคนไม่เคยได้ออกจากเกาะนี้อีกเลย พวกเขามาถึงเกาะแห่งนี้เพื่อที่จะเป็นที่จดจำ  บรรดาผู้คนซึ่งยังคงเป็นที่รักจำนวนมากยังคงเป็น ‘ผู้ตกค้าง’ อยู่บนเกาะนี้ เป็นประชาชนถาวรของเกาะแห่งนี้ หรือถ้าจะพูดให้ดีขึ้นมาอีกนิด ช่วงหลังจากที่เราตายลงนี้เอง เราก็ได้กลายเป็นเช่นเดียวกับคนดังเหล่านี้ นั่นคือ ถูกจดจำโดยใครสักคน

ท่าเรือเป็นเพียงสะพานไม้เล็กๆเหยียดยืดจากฝั่งเหมือนนิ้วหงิกงอขอหญิงชราผ่ายผอมสักคน เรือเทียบท่าเงียบเชียบ ฝีพายไร้ใบหน้าพยักเพยิดให้ผมลง เสียงไม้กระดานลั่นเอียดออดอยู่ใต้เท้า โดยปราศจากถ้อยคำ หรือแม้แต่เสียงจ้วงพาย เรือลำนั้นถอยกลับไปยังทางเดิม เคลื่อนตัวลับหายสู่หลังม่านหมอกสีขาวอมเทาเร้นกายอย่างเงียบเชียบราวกับระเหยหายไปเสียดื้อๆ

ไม่มีใครมารับผมที่ท่าเรือ ไม่รู้จะไปที่ไหนต่อ ผมยืนเก้กังอยู่ที่ท่า เกาะนี้เงียบจนแทบไม่ได้ยินอะไรเลย นอกจากเสียงเท้าย่ำกรวดและเสียงคลื่นบางเบาในวันที่ทะเลสงบนิ่ง ผมก้ไม่ได้ยินเสียงอื่นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงเต้นของหัวใจซึ่งสูญดับไปนานแล้ว อากาศชวนให้ยะเยือก แต่ผมไม่รู้สึกรู้สม ความไวต่ออุณหภูมิสูญดับลับหายไปพร้อมกัน เสียงเดียวที่ได้ยินคือเท้าของผมเองย่ำไปบนหาดกรวดที่เจือผสมกับซากปะการังตาย หินปูนปุ่มป่ำไร้รูปรอย ปรากฏเป็นรูปทรงของความตาย

มันมีแต่หมอกตลอดเวลา ไม่มีกลางวันหรือกลางคืน ราวกับเกาะทั้งเกาะเคลื่อนอยู่แต่ในความโพล้เพล้สีขาวดำของสนธยากาล  ราวกับเกาะที่อยู่ในหนังของ อิงมาร์ เบิร์กแมน ผมเข้าพักในบ้านว่างหลังหนึ่งหลังจากเดินเตร่เลียบชายหาดไปเรื่อยๆ เดินจนอ่อนล้า  ความอ่อนล้าซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องทางกายภาพอีกแล้ว  ร่างกายผมสิ้นการตอบสนอง ผมไม่ได้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขา ไม่มีเหงื่อออกเลยสักเม็ด ผมเพียงเดินต่อไปเรื่อยๆจนรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะเดินต่อไปอีกก็เท่านั้น  เกาะกว้างใหญ่ไพศาล เงียบกริบร้างผู้คน  ว่างเปล่าเช่นเดียวกับบ้านหลังนั้น กระต๊อบก่อจากอิฐทึบหนา ห้องเดียวเปิดโล่ง หน้าต่าวหันหน้าไปหาทะเล บานหน้าต่างพะเยิบช้าตามแรงลงโลมเลีย  ครัวที่มุมหนึ่ง เตียงนอน ตะเกียงดวงหนึ่ง  และห้องส้วมที่ซ่อนตัวอยู่ทางด้านหนึ่ง เตียงนอนปูผ้าขึงตึงราวกับห้องจัดใหม่ในโรงแรม  แวบหนึ่งผมตาฝาดไปว่าเห็นอิงมาร์ เบิร์กแมน ห้องหัวลงจากเพดานในชุดสูท เอ่ยต้อนรับผมพร้อมแขนที่อ้ากางอย่างกับปีกค้างคาว โอบอ้อมกอดของความตาย

หลังจากหลับเต็มอิ่ม ผมตื่นลืมตาในแสงโพล้เพล้มัวซัว ผมตายแล้ว ไม่มีความหิวอีก การหลับก็เช่นกัน มันไม่ใช่เรื่องของการพักผ่อนอีกแล้ว ผมแค่ไม่อยากทำอะไร ผมจึงล้มลงบนเตียงทั้งยังไม่ดึงผ้าคลุมออก นอนหลับตา รู้สึกการเคลื่อนคล้อยของเวลา อาจจะสองหรือสามชั่วโมง การรับรู้เวลาเป็นดั่งผัสสะท้ายๆที่ยังคงตามคิดมาจากโลกเก่า ผมตื่นขึ้น สายหมอกมัวซัวและเสงสนธยาสีทึมเทาเท่าเดิม ราวกับผมไม่ได้หลับไป ไม่ได้ทำอะไร ทุกอย่างคือการเวลาที่หยุดนิ่ง ช่างสมกับเป็นความตายอะไรเช่นนี้

เกาะนี้เงียบสงัด ขอย้ำอีกครั้งเรื่องความเงียบที่ออกจะเกินเลยสักหน่อยของมัน ความเงียบชนิดที่ราวกับถูกปรุงแต่งมา ความเงียบแบบที่เราจะได้ยินเฉพาะแต่เสียงที่ใครสักคนอยากจะให้เราได้ยิน เสียงบุ๋งๆของน้ำทะเล กระทบชายหาดที่ไร้คลื่นลม เสียงเสียดสีของสายลมกับก้อนกรวด และเสียงคร่ำครวญแผ่วเบาของหญิงสาวนางหนึ่ง

บทที่2 : กระท่อมนางครวญ

เธอชื่อลิฟ

หญิงสาวผมบลอนด์ซีดซึ่งหยักศกเป็นไรๆตรงโคนผม กระบนใบหน้ากระจายเป็นเส้นตัดขวางต่อวงหน้าเหลี่ยมเป็นสัน ดูแข็งแรงถมึงทึงตัดกับดวงตาฉ่ำน้ำตาเจียนปริแตก เธอกำลังซบหน้าร้องให้ เสียงสะอื้นโหยแผ่วเหมือนเสียงผี เสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยินหากกลับล่องลอยมายังผมซึ่งอาศัยอยู่ห่างออกไป ผมไต่ตามทางเดินเลียบหาด เดินย่ำกรวดที่ส่งเสียงเกรี้ยวกรอดราวเสียงกัดฟันของคนแค้นเคือง เดินต้อยตามแสงโพล้เพล้เสียดสายหมอกสีทึมเทาจนมาถึงบ้านเธอ  เธออยู่ในโปแลนด์ตอนนั้น และอยู่ที่เอาทซวิทช์ในเวลาต่อมา  เธอคร่ำครวญเสมอแม้จะเธอจะตายไปแล้วหกสิบปี  ดวงตาซึ่งเยิ้มย้อยราวกับน้ำตาจะเป็นเลือด ซบหน้าสะอึกสะอื้นกับสองมือ ร้องให้ราวกับผมไม่อยู่ที่นั่น กล่าวให้ถูกต้องเธอไม่ได้สังเกตการมีอยู่ของผม คนตายกลายเป็นอากาศธาตุ เราเห็นกันและกันแต่ไม่รู้ว่าเรามีอยู่  ผมแตะไหล่เธอ เธอสะดุ้ง หันขวับมาจ้องกลับ วูบหนึ่งดวงตาเปลี่ยนเป็นหลุมดำลึกไร้ก้น  น้ำตาเหือดไป เธอกล่าวกับผมว่าผมเป็นเด็กใหม่ที่นี่ใช่ไหม ใช่ ผมตอบ เกาะของคนตายไร้กำแพงภาษาไม่เรียกหาซับไตเติ้ล ผมไม่ปริปากเธอไม่ปริปาก เราสนทนากัน

เธอตายในสงครามโลก ถูกส่งมายังเกาะแห่งนี้ และไม่เคยได้กลับออกไป เธอยังคงหวาดผวา เสียขวัญ และทุกข์เศร้า จิตวิญญาณแตกสลายไปก่อนร่างกาย เธอบอกว่าเธอจะไม่มีวันได้ไปจากที่นี่ การคร่ำครวญทั้งหลายเป็นไปโดยที่เธอไม่อาจควบคุม เพราะนั่นคือวิธีที่ผู้คนจดจำเธอ

และไม่ใช่แค่เธอ ยบังมีอีกเป็นจำนวนมาก เหยื่อของเอาทซ์วิทช์ เหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในทุกครั้งของโลกนี้ยังคงอยู่บนเกาะนี้ ผู้คนยังคงจดจำเขาและเธอ ในรูปรอยของเหยื่อผู้ทุกข์ทน ไม่มีใบหน้าเหลืออีกแล้วเธอบอก ผมไม่เข้าใจเรื่องนี้จนกระทั่งเธอพาผมไปยังห้องเต้นรำ

ห้องเต้นรำเป็นโถงกว้างที่แออัดไปด้วยผู้คน  ห้องเพดานสูงปิดทึบ ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน โรงเต้นรำแบบสมัยก่อนสงคราม ที่ซึ่งครั้งหนึ่งผู้คนเคยเข้าไปแออัดยัดเยียดกัน เช่นเดียวกับตอนนั้น ในขณะนี้บรรดาเขาและเธอกำลังเต้นรำ เพลงแจ๊ซซเก่าแก่อวลล่องไร้ที่มาราวกับไอกระอายของแก๊ซพิษ เหล่าคนตายจับคู่เต้นรำซังกะตายในห้องรมแก๊ซที่แปรสภาพไป เธอบอกว่าเธอจะรออยู่ข้างนอก เธอจะไม่เข้าไปในนั้นการเข้าไปในนั้นทำให้เธอเสียสติ ใกล้จะพังลงเป็นชิ้นๆ ลมหายใจแทบขาดห้วงตอนที่บอกเล่า ทรุดลงรอผมที่ปากประตู คร่ำครวญอีกครั้งหนึ่ง ตายเพื่อที่จะคร่ำครวญ

พวกเขาและเธอในนั้นก็คร่ำครวญ พวกผู้คนที่เต้นรำกันอย่างท่อมะลื่อ พวกคนที่ตายในสงคราม พวกคนที่ใบหน้าเลือนหายไป เหลือเพียงใบหน้าแบบเดียว ใบหน้าที่เหมือนกับลิฟ

คนที่มีใบหน้าเหมือนกัน เต้นรำในห้องเต้นรำแออัดอวลกระอายแก๊ซพิษ ผมยืนมองจากปากประตู ค่อยๆถอยออกมาเงียบเชียบ ลิฟซบหน้าตรงทางออก เธอกล่าวแก่ผม เกาะนี้ไม่มีกระจก คนตายไม่ต้องส่องดูใบหน้าของตัวเองอีกแล้ว ใบหน้าของพวกเขาคือสิ่งที่คนอื่นเลือกจดจำ ใบหน้าของปัจเจกสิ้นสูญไปเมื่อคนรอบข้างเขาตายลง เหลือเพียงใบหน้าไร้นามของมวลชน ใบหน้าของนายเองก็เช่นกัน  นายยังไม่ได้ดูใบหน้าของนายใช่ไหม มันคือใบหน้าที่ฉันเคยเห็นมาก่อน พวกคนที่มาพร้อมกับนาย ใบหน้าของคนที่ตายจากการปราบปรามโดยทหาร ใบหน้าระทมทุกข์ของเหยื่อที่ถูกลบชื่อออกไปเพื่อให้จดจำได้ง่ายขึ้น เธอกล่าวกับผม ผู้ซึ่งค้นพบว่าถึงแม้จะตายไปแล้วความตระหนกก็ยังคงดำเนินอยู่! เธอซบหน้าร้องให้อีกหน เสียงคร่ำครวญแหลมเล็กแผ่วเบา การร้องให้ของลิฟเป็นการแสดงประการหนึ่ง ผู้คนจดจำเธอเช่นนั้น เธอร้องให้เพื่อไถ่บาปของการเป็นที่จดจำ เป็นเหยื่อสงครามที่มีลักษณะพหูพจน์ตั้งแต่ตายลง ร้องให้เพื่อตอบสนองจริยธรรมของผู้จดจำเธอ การร้องให้อย่างแกนๆทุกข์เศร้าเพราะมันยาวนานเกินไป ผู้คนรอบข้างเธอมาและไปจากเกาะแต่เธอยังอยู่ที่นี่ ติดกับในการสะดุดหยุดของการเวลา และการเรื่อเรืองของความทรงจำเบลอๆ

บทที่3 : นักปฏิวัติไร้ใบหน้า

เช่นเดียวกับ ลิฟ เชก็ติดอยู่บนเกาะ  ผมจำเข้าไม่ได้ด้วยซ้ำในครั้งแรก ไม่ใช่เชที่คุ้นเคย ใบหน้าของเขามีส่วนละม้ายกับรูปประจำตัว สวมหมวกเบเร่ต์และมีดดวงตามุ่งมั่น  หากใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวไป กล่าวในทางหนึ่ง มันเป็นใบหน้าของนักปฏิวัติที่หล่อเหลาหมดจด ใบหน้าสุกปลั่งคมสันราวกับนายแบบหนุ่มจากหน้าหนังสือ เราดื่มกาแฟกันหลังผมผละจากลิฟ ผละจากเสียงคร่ำครวญซึ่งไม่อาจกู้คืน มีแต่ความตายเท่านั้นที่มอบความเท่าเทียมให้กับเรา เราถึงได้นั่งคุยกับนายได้ในที่นี้ คนที่เราไม่รู้จักจากแผ่นดินที่เราไม่รู้จัก บ้านนายมีการปฏิวัติหรือเปล่า เชเอ่ยถาม เราอยูในร้านเหล้าริมหาด เพิงหมาแหงนหลังคาสังกะสีพะเยิบไหวในแสงมัวซัวและสายหมอกนิรันดร ร้านขายเหล้าที่มีเหล้าอยู่ไม่กี่ชนิด เชดื่มหนัก และผมไมไ่ด้แตะต้อง รวมถึงไม่ได้บอกเขาว่าก่อนตายผมมีโปสเตอร์รูปเขาที่ฝาห้อง

ที่นี่ไม่มีพรมแดน ไม่มีใครปกครองใครอีก เราพูดกับนายแม่ไม่รู้ว่านายมาจากไหน เราอยู่บนเกาะแห่งความทรงจำที่ที่ทุกคนเท่าเทียมกัน วิเศษดีใช่ไหมล่ะ เชแค่นเสียงคำท้ายๆ เขาดื่มอีก เขาหล่อเหลา ใบหน้าคมสันเข้มข้น  ใบหน้าที่ไม่ใช่ใบหน้าของเขาอีกต่อไป ใบหน้าแบบที่ต่างไปแต่กลับชวนให้ผมหวนตระหนักถึงใบหน้าของเข้าที่ถูกวาดซ้ำๆแปะท้ายรถบรรทุก ใบหน้าที่ยิ่งวาดซ้ำยิ่งเลื่อนไป ใบหน้าของเชที่เราตระหนักได้จากเสื้อผ้าหน้าผม แต่ไม่ใช่ใบหน้าของเชอีกแล้ว แค่ไอ้หนุ่มหน้าหนวดที่หน้าตาชวนให้นึกถึงคนหนุ่มจากนครศรีธรรมราชเสียมากกว่า  ในฐานะนักปฏิวัติ หมุดหมายแห่งยุคสมัย แม้เกาะนี้จะไม่มีกระจก แต่ผมรู้ว่าเชรู้เรื่องนี้ และนั่นทำให้เขาเป็นทุกข์ พอเราตายลงเรากลายเป็นคนอื่นแล้ว ไม่มีใครสักคนจดจำเราอย่างที่เาเป็น เราเป็นแค่สิ่งที่เขาอยากให้เป็น ภาพตัดขวางที่สวยเกินจริง เชไม่ได้พูดออกมา ผมไม่ได้คิดแทนเขา ผมคิดเอาเองเมื่อมองใบหน้าของเขาซ้อนสลับกับภาพวาดจำลองใบหน้าเขาที่ถูกผลิตซ้ำท้ายรถบรรทุก เสื้อยืด โปสเตอร์คอนเสริ์ต (วงดนตรีร๊อคจากจักรวรรดิอเมริกัน) เชผู้คมสันหล่อเหลา เราดื่มกันเงียบๆ  ในความเงียบผมกับเขาเป็นนักปฏิวัติร่วมกันอย่างเท่าเทียม

บทที่ 4 หาดทรายไม่รู้ความ

เวลาล่องลอยคล้อยเคลื่อน ราวกับการกินดื่มไม่จบสิ้น บนเกาะของคนตายไม่มีแผ่นดินรอการปลดแอกอีกแล้ว เชมีเวลาเหลือเฟือนับกัปกัลป์ในการดื่ม และสูบซิการ์  เช่นกันกับผมมีเวลานับกัปกัลป์ในการนั่งอยู่ข้างๆเขาเงียบๆ ผมสงสัยว่าทำไมผมถึงไม่พบคนอื่นๆ คนอย่างจิตร ภูมิศักดิ์ หรือศรีบูรพา หรือกระทั่งนักศึกษาที่ตายในเช้าวันที่หกตุลาคม ผมกลับพบคนอย่างเช หรือลิฟ หรืออิงมาร์

สรรพสิ่งไม่ต้องการการคิดอะไรอีกแล้ว จะไม่มีเรื่องราวสุขทุกข์ใดๆเกิดขึ้นอีก การกินดื่มที่ว่างเปล่า ตลกดีที่เรายังดื่มแม้เราจะไม่เมามายอีกแล้ว ทอดตามองชายหาดสงบงันสะท้อนแสงสีเทาของหมอกจางและท้องฟ้าแบบหนังขาวดำ  ผมแกว่งไกวไปมาระหว่างการไปเยี่ยมลิฟ และการกินดื่มกับเช จากร้านเหล้าริมหาดระทมแะกระท่อมนางครวญ ผมไม่เคยไปที่ห้องเต้นรำอีกเลย  ไม่พบใครอีกเลย  บ้านที่ผมอาศัย ตั้งอยู่กึ่งกลางของร้านเหล้ากับบ้านของลิฟ ไปทางซ้ายหรือทางขวาคือการตัดสินใจเดียวในชีวิตอันยืดยาวไร้กาลเวลานี้

บางทีผมคิดถึงกาลเวลาบ้างบางครั้ง คล้ายๆกับการคิดถึงคนรักเก่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ มาถึงตอนนี้เวลาหอมหวานเหมือนความทรงจำพวกนั้น การเคลื่อนที่ไปข้างหน้า การโถมเข้ามาของสิ่งใหม่ ที่กดให้สิ่งเก่าๆจมลึกลงไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็หลงลืมไป บางทีจากข้อกำหนดของพ่อ ผมสงสัยว่าใครที่กำลังจดจำผม จดจำผมในรูปแบบใด ผมยกมือลูบใบหน้าตัวเองเพื่อค้นหาความทรงจำที่ผมและพบเพียงสัมผัสที่เข้าใจอะไรไม่ได้ ผมส่องหน้ากับน้ำทะเลแต่แสงของโลกหลังความตยมัวซัวจนไม่อาจสะท้อนอะไรมากกว่าเงากระเพื่อมของคลื่นแผ่วจาง  ผมหวัง ถ้าความหวังยังพอจะใช้การอะไรได้บ้าง ให้คนที่จดจำผมเป็นเธอ

วันหนึ่งที่ร้านเหล้าริมหาด เชมาช้ากว่าเคย ผมดื่มเดียวดาย  ชายเจ้าของร้านมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับเออรเนสต์ เฮมมิงเวย์ ผมถามว่าเขาตายเมื่อไหร่ นานมาแล้วเขาตอบ เขาจะเปิดร้านเหล้าอีกไม่นาน ภรรยาของเขากำลังจะตายลง และเมื่อเะอมาถึงเขาก็จะต้องไปจากที่นี่ ผมถามเขาว่าเคยพบเห็นคนอื่นๆที่นี่บ้างไหม คนอย่างบรรดานักต่อสู้ร่วมชาติของผม หรือแม้แต่ผเด็จการที่ตายไปแล้ว คุณเคยพบ พลพต หรือฮิตเล่อร์ไหม แล้วถนอมล่ะเคยพบหรือเปล่า  ผมไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร เขาตอบง่ายๆ คุณกับเขา  หมายถึงเพื่อนของคุณน่ะ ก็มีใบหน้าแบบเดียวกันทั้งนั้น ผมจะบอกอะไรให้ บนเกาะนี้น่ะ คุณจะได้พบแต่นที่คุณอยากจะพบ ถึงที่สุดคนที่คุณเลือกจดจำ และยังตกค้างจะโผล่มาให้คุณพบ แต่คุณไม่มีวันพบคนที่คุณจำไม่ได้ หรือคุณอาจจะไม่รู้เมื่อคุณได้พบ ถ้าคุณคิดว่าคุณ้จักคนที่คุณอยากพบจริงๆ จดจำเขาได้จริงๆคุณคงได้พบเขาไปแล้ว คงจดจำเขาได้แล้วแต่แรกพบ  เว้นแต่คุณจะไม่รู้จักเขาจริงๆ คุณจำได้ไหมว่านักศึกษาที่ถูกแขวนคอตาย คนที่คุณอยากพบนั่นน่ะชื่ออะไร

ผมื่มแทนคำตอบ เหม่อจ้องท้องทะเลเงียบสงบ  ความทุกข์เศร้ายังคงอยู่แม้ผมจะตายไปแล้ว ผมสงสัยว่าทำไมเชมาช้า ผมสงสัยว่าเขาไม่ใช่เช เชในความหมายจริงๆ หาดทรายซ่อนโฉมหน้าของมันหลังสายหมอก ผมว่าผมมองเห็นเรือพายอยู่ไกลลิบ แต่รอคอยเท่าไรก็ไม่ทะลุสายหมอกมาปรากฏ ความละอายเข้มข้นเจือในอากาศหนักอึ้ง  ผมตายแล้ว ผมบอกตัวเองอย่างนั้น ไม่ต้องรู้สึกผิดบาปอีกแล้วที่ไม่เคยรู้อะไรเลยจวบจนตายลง

บทที่ 5 เรือเชื่องช้าของการหลงลืม

ตระหนักรู้เงียบเชียบ ผมกำลังต้องไปจากเกาะนี้

ร้านเหล้าปิดตัวลงเป็นการถาวร ผมไม่ได้ยินเสียงลิฟคร่ำครวญอีกแล้ว เสียงของเธอแผ่วจางลงไปเรื่อยๆ ผมไม่ได้ไปเยี่ยมเธออีกแล้ว  ผมไมไ่ด้พบเชนานเหลือเกิน  ผมกล้าถึงขนาดเดินทางคนเดียวไปยังโรงเต้นรำ ซึ่งล๊อคจากข้างใน อากาศยะเยือกอยุ่ในแสงมัวซัว เสียงคลื่นดังเสียดหูเมื่อผมหลับตาลง เสียงจ้วงพายกระทบผิวน้ำสงบไกลออกไปจากเกาะนี้ เรือเคลื่อนที่ราวกับปลขี้เกียจสักตัวไถลไปบนผืนน้ำเงียบเชียบ ฝีพายไร้หน้า เรียกหาผมในเสียงนั้น ตอนนั้นเองที่ผมตระหนักรู้ว่าคนที่จดจำผมไม่ใช่คนรักเก่าของผม แตอาจจะเป็นใครก็ตามที่ผมไม่รู้จัก

บางทีการจากไปก็ดีเหมือนกัน เกาะนี้ไม่ได้ให้อะไรอีกแล้วนอกจากความเบื่อหน่าย การเป็นที่จดจำเปิดเผยใบหน้าที่แท้ในฐานะของกรงขังประเภทหนึ่ง กรงขังที่สร้างจากความสำนึกบาป ความรักใคร่อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์  การมีชื่อเสียงนำมาซึ่งความอมตะอันขมขื่น ดังเช่นปีศาจร้ายที่กัดกินใบหน้าของเช  ผมคิดถึงพ่อบ่อยขึ้นเรื่อยๆ พ่อผู้ไม่มีใครจดจำได้อีกนอกจากผม พ่อที่เมื่อจากไปก็ไม่เหลือร่องรอยใดๆให้ตามหาอีกแล้ว การดับสุญไปโดยไม่ทิ้งสิ่งใดไว้กลายเป็นความโรแมนติพาฝันประการหนึ่งของผมไปเสียแล้ว

เสียงเรือเคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมออกมานั่งห้อยขารอที่ท่าเรือแล้ว  นิ้วแก่หงิกงอขอหญิงชราเย็นเยียบและเอียดออดอยู่ในกระแสคลื่นและสายหมอก แสงโพล้เพล้ซีดเทา ดูเศร้าๆ มาถึงตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจว่าความหมายของคำว่าเศร้าที่ผมพูดออกไปมันเป็นความรู้สึกลักษณะใดอีกแล้ว โน่นเรือมาแล้ว เคลื่อนตัวเงียบเชียบ ไร้ความประสงค์ ผมลงเรืออย่างกระฉับกระเฉง หันกลับไปมองเกาะของคนตายอีกครั้ง เพื่อกล่าวลา เกาะค่อยๆหดเล็กลงเหมือนคนแก่ที่หลังค้อมคู้ลงไปเรื่อยๆ  ผมเสียใจที่ไม่ได้บอกลิฟ ผมไม่ได้ยินเธอร่ำครวญมาพักหนึ่งแล้ว บางทีเธออาจะถูกลืมแล้ว เดินทางออกไปแล้วก่อนหน้านี้

พอเรือพ้นออกมาจากหมอกผมจึงค่อยๆเข้าใจในสิ่งต่างๆที่คลุมเครืออยู่ในเกาะแห่งความทรงจำ ใช่แล้วละ  ความทรงจำคลุมเครือเพียงนั้นเอาแน่ไม่ได้เพียงนั้น  มันถูกทำให้งดงามกว่าที่มันเป็นเพียงนั้น และมันล่อลวงได้เพียงนั้น เรือพ้นจากหมอกแห่งสนธยาชั่วนิรันดร์สู่แสงสว่าง และที่นั่น ผมมองเห็นเรือพายจำนวนมาก มุ่งหน้าไปทางเดียวกัน เรือชนิดเดียวกัน และผู้โดยสารลำละหนึ่งคน พวกคนที่สวมเสื้อสีเดียวกัน ทั้งชายและหญิง เป็นหพหูพจน์ เป็นใบหน้าเดียวกันไปเสียทั้งหมด ผมยกมือลูบคลำใบหน้าของตนเอง มั่นใจเป็นครั้งแรกนับจากตายลงว่าใบหน้าของผู้โดยสารในเรือลำอื่นๆคือใบหน้าชนิดเดียวกับใบหน้าของผม และในที่สุดเราทุกคนถูกลืม

แสงสว่างนั้นเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆจนดวงตาแสบพร่า ผมคิดถึงคืนที่ผมตาย คืนอากาศระอุ ท่ามกลางความโกลาหล ผมตายลงตรงนั้น ตายลงทั้งๆที่ยังไม่รู้ตัว ทั้งๆที่ยังไม่สมควรตาย เราต่างตายลง เราถูกจดจำชั่วครู่ แล้วในที่สุดเราถูกหลงลืม การลืมเลืนคือรูปแบบหนึ่งของอิสระ ในขณะเดียวกันการลืมเลือนคือรูปแบบหนึ่งของการกดทับเอาไว้ พวกเขาขูดลบเราจากพื้นที่กะจิริดของประวัติศาสตร์ได้เรียบร้อยแล้ว เรือเคลื่อนเข้าสู่แสงสว่างที่แผดเผา เป็นเรื่องเศร้าที่ความเคียดแค้นเป็นผัสสะสุดท้ายที่ผมรู้สึกขณะตัวเองค่อยๆระเหิดหายไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: