เรื่องที่จะเขียนต่อไปเรื่อยๆ(ยังไม่มีชื่อ)

 

บทที่ 1

ผมชอบดูหนังจีนที่เล่าเรื่องของชาวบ้านร้านช่องทั่วไปเที่ยวไปเสาะไปหา จากร้านดีวีดีที่ขายหนังแปลกๆเพราะในนั้นผมได้เห็นคนที่หน้าตาเหมือนแม่เต็ม ไปหมดและเพราะการตามหาแม่ในร้านดีวีดีนั่นเองทำให้ผมได้พบกับเขาและเธอพวก เขามาตามหาหนังเรื่องหนึ่งซึ่งผมเชื่อแน่ว่ามันไม่มีขายที่ร้านนั้น ข้อนี้ผมมั่นใจผมรู้จักหนังทุกเรื่องที่ร้านนั่น เรื่องหนังเป็นเรื่องเดียวที่ผมมั่นใจพอจะพูดออกไปได้ผมบอกกับพวกเขาว่าผมมี ก๊อปปี้หนังเรื่องนั้นอยู่ชุดหนึ่งที่บ้าน คนขายยืนยันว่าผมใช้ได้พวกเขาจึงพากันมาที่บ้านของผมนับจากนั้น

 

พวกคุณดูหนังที่นี่ได้มากเท่าที่พวกคุณต้องการใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ได้ ผมชอบที่มีคนรักหนังอยู่ในห้อง แต่ผมขอร้องให้คุณอย่าเอาหนังเหล่านี้กลับไปที่บ้านผมเป็นคนหวงของ และเราไม่ได้รู้จักกัน ผมหวังว่าคุณจะสนุกกับหนังเรื่องนี้ ผมชอบมันมาก

 

ไม่นานหลังจากนั้นผมก็พบแม่ในหนังจริงๆในหนังแม่รับบทเป็นคนงานโรงงานทอผ้า แม่ได้พบปะกับประธานเหมา ยืนอยู่เคียงข้างกันในหนังโฆษณาชวนเชื่อเรื่องหนึ่งของรัฐในยุคปฏิวัติ วัฒนธรรม จริงๆถ้าผมอยากรู้เรื่องนี้ผมแค่โทรไปถามแม่ก็สิ้นเรื่อง แต่ผมก็ไม่ทำแม่เกิดที่เมืองไทย พูดภาษาจีนไม่ได้สักนิด และไม่เคยคิดเรื่องกลับเมืองจีนแต่นั่นอาจจะเป็นพี่สาวของแม่ก็ได้ ผมคิดว่าผมจะสืบสวนเรื่องนี้ด้วยตัวเองผมไม่ได้ปรึกษาพวกเขาแต่วางแผนการลับ ที่จะเดินทางไปยังปักกิ่งศึกษาผ่าหนังอย่างซัมเมอร์ พาเลส และ เผ็ดสวยดุ ณ เปไก๋

 

เด็กสองคนนั่นทำให้ผมนึกถึงพวกฝาแฝดมากกว่าจะ เป็นคู่รักพวกเขาทั้งคู่ผอมบาง ซีดเศร้าเหมือนพวกแวมไพร์ในหนังฝรั่งเศสเก่าๆ ผมไม่เคยเห็นเด็กสองคนนั่นแยกจากกัน พวกเขาเหมือนฝาแผดอินจัน เหมือนเป็นคนเดียวกันที่บังเอิญโดนผ่าแยกเป็นสองร่างพวกเขาไม่ใช่พี่น้องกัน นั่นเท่าที่ผมรู้ เป็นคู่รักสินะ ผมนึกหมั่นไส้อยู่ในใจ นับจากวันแรกที่พวกเขามาอยู่ในห้องของผมห้องซึ่งแทบทั้งหมดบรรจุด้วย หนังสือ ซีดีเพลง วีดีโอเก่า ดีวีดี หรือฟิล์มหนังขนาดแปดมิลและสิบหกมิลจำนวนหนึ่ง ห้องซึ่งผมขัดวางทุกอย่างด้วยตัวเอง พอพวกเขาเข้ามาที่นี่ นั่งลงต่อหน้าจอทีวีดูหนังทดลองประหลาดล้ำของโกดาร์ด ผมก็กลายเป็นคนอื่น ผมกลายเป็นข้าวของเป็นชิ้นส่วนชำรุดแตกหักในห้องของตัวเอง พวกเขาช่างเหมาะเจาะสมบูรณ์กับสถานที่นี้อะไรเช่นนั้นมันราวกับผมจัดห้องมาทั้งชีวิตเพื่อรอให้พวกเขาเข้ามาอยู่อาศัย เพื่อให้ตัวเองกลายเป็นส่วนเกินที่บังเอิญถูกลืมทิ้งไว้ในนั้น  ผมหลงไหลการมองดูคนทั้งคู่ แต่ผมก็ริษยาพวกเขาอย่างลึกซึ้งแรงดึงดูดระหว่างความหลงไหลกับความริษยาอันทรมานและสวยงามนี้เองทำให้ผมขอร้องให้พวกเขากลับมาที่นี่ได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการพวกเขาชีวิตแบบที่ผมอยากใช้แต่ไม่เคยมีโอกาส พวกเขาเป็นคนแบบที่ผมอยากเป็นแต่เป็นไม่ได้ได้แต่นึกริษยาต่อต้านมาชั่วชีวิต

 

เท่าที่รู้เด็กสองคนนี้ไม่ค่อยพูดจากันพวกเขา จะพูดก็ต่อเมื่อพูดกับผม แต่ระหว่างกันแล้วล่ะก็มันราวกับพวกเขาสื่อสารผ่านร่างการของกันและกันมากกว่า  ตัวแนบติดชิด มือกุมมือ เคลียคลอไม่ห่าง ไม่ใช่การเคลียคลอแบบหื่นกระหายทางเพศแต่เป็นการแตะสัมผัสนุ่มนวล การโอบกอด กุมมือ การซบไหล่ หอมแก้ม นั่งตัก หรือหันหลังพิงกันทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้านุ่มนวล ราวกับการเต้นรำในจังหวะเดียวกัน การเต้นรำที่สมบูรณ์แบบราวกับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นแขนขาของอกีฝ่าย  อย่างที่พวกเขาบอก-เราเป็นคนคนเดียวกัน พวกเขาใช้วิธีนี้ในการสื่อสารกัน

เวลา ทีเด็กสองคนนั่นมาซึ่งมักจะเป็นเวลาบ่ายของวันหยุด แดดบ่ายสงบนิ่งนุ่มนวลทางหน้าต่างเสียงบทสนทนาของอินกริด เบริ์กแมน กับ ฮัมฟรีย์ โบการ์ต หรือดนตรีของ นินา โรต้าเสียงหัวเราะของอันนา คารินนา ความกราดเกรี้ยวของลิฟ อุลมานน์ หรือกระทั่ง ความเงียบของยาสึจิโร่ โอสุ สิ่งเหล่านั้นทอประกายวิบวาวอยู่ในห้วงอากาศอันพิเศษ เด็กสองคนนั่นทำให้สถานที่นี้เป็นดาวดวงอื่นในเวลานั้น ผมซึ่งไม่เคยนอนหลับเวลาดูหนังเลยทั้งชีวิต กลับรู้สึกสงบและเคลิ้มคล้อยหลับไปท่ามกลางเสียงจากหนัง สงบอบอุ่นราวกับอยู่ในครรภ์ของมารดา ซึ่งไม่ใช่แม่ที่ชอบปรากฏในหนังจีนเก่าๆแบบนั้น

 

บทที่ 2

 

เอาเข้าจริงๆผมก็รู้ว่าทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องโกหก เมื่อไรก็ตามที่คุณขึ้นต้นเรื่องด้วยคำว่าผมแล้วล่ะก็ พึงระวังไว้เถิดว่าในท้ายเรื่องผมจะได้เรียนรู้อะไรสักอย่างที่จะไม่ทำให้ผมเปลี่ยนไปแน่ๆ กล่าวให้ง่าย พอจบเรื่องผมยังเป็นผม โดดเดี่ยวอย่างงดงามชั่วนิรันดร์ คาดเดาได้ตั้งแต่ใช้สรรพนามผม ผมมันก็แค่นั้นเอง สิ่งที่คุณจะได้อ่านเกี่ยวกับผมก็แค่คำรำพึงรำพันที่น่าเบื่อและหลงตัวเอง

 

 

ผมจึงคาดเดาเรื่องของตัวเองได้ตั้งแต่ประโยคเปิดเรื่องแล้ว แต่ก็เอาเถอะ เรื่องของเรื่องที่ผมว่ามันโกหกทั้งหมดก็คือ ผมเข้าใจไปเองว่าหนังที่ผมได้ดูคือหนังจีน ความจริงผมก็ลืมเรื่องเมืองจีนไปแล้วด้วย  ผมไม่อยากค้นหาแม่คนอื่นๆอีกเพราะมีแม่เจ้ากี้เจ้าการคนเดียวก็เกินพอ อย่างไรก็ดีผมก็ตระหนักเรื่องนี้ได้ในเช้าวันหนึ่งว่าที่แท้แล้ว ทั้งหมดนั้นผมคิดไปเอง ผมใช้เวลาทั้งวันในการควานหาหนังเรื่องนั้นในกองดีวีดี หนังที่แม่ของผมโผล่ออกมาเพียงฉากเดียว ตัวประกอบไร้ความสลักสำคัญยืนเรียงเคียงกับชายอ้วนหน้าตาจิ้มลิ้มที่ผมคิดเอาเองว่าเป็น เหมาเจ๋อตุง  แต่เขาไม่ใช่เหมา เขาเป็นเพียงนายทหารคนหนึ่งในกองกำลังปลดแอก และที่นั่นไม่ใช่ปักกิ่งแต่มันคือไซ่ง่อน แสงแดดยามบ่ายสะท้อนลงบนจอทีวีจนภาพซีดจางลงบ้างและเงาของผมไปสะท้อนปรากฏทับอยู่บนตัวหนังด้วย ผมใช้ชีวิตมาเช่นนี้ สับสนอยู่ระหว่างหนังเรื่องหนึ่งกับอีกเรื่องหนึ่ง โลกของความจริงกับโลกในหนัง ทุกอย่างถล่มเข้าหากันเหมือนคลื่นยักษ์สองลูกโผเข้ากอดรัดเสพสังวาสต่อหน้าผมที่ยืนตะลึงอยู่เช่นนั้น  แม่ผมไม่ได้อยู่ในปักกิ่ง ในเซี่ยงไฮ้ แต่อยู่ที่ไซ่ง่อน ในหนังโฆษณาชวนเชื่อยุคโฮจิมินห์

 



 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: