ฟองอากาศบนกระเป๋าผ้าร่ม

เธอมาจากอุบลราชธานี มาจากหมู่บ้านเล็กๆที่ทุกข์

ยากแสนเข็ญ ทุกข์ยากแสนเข็ญเฉกเช่นเดียวกับหมู่บ้านเล็กๆจากทั่วทุกสารทิศในประเทศอันทุกข์เข็ญนี้

เธอมาถึงเมืองนี้ได้สามปีแล้ว ทำงานที่คนตัวเล็กๆจากหมู่บ้านเล็กๆอันทุกข์เข็ญจะทำได้ เธอมีนิ้วเท้าแค่เก้านิว นิ้วก้อยของเท้าข้างซ้ายกุดหายไปตั้งแต่เยาว์วัยในหมู่บ้าน พอมาถึงเมืองนี้เธอพยายามเลี่ยงการสวมรองเท้าแตะ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน และหวังว่ารองเท้าที่ปิดมิดชิดจะช่วยให้เธอลืมว่าเธอมีนิ้วเท้าเพียงเก้านิ้ว

ตอนเธอมาถึงที่นี่ เธออุ้มเด็กมาด้วยคนหนึ่ง เด็กทารกตัวอ้วนกลมผิวเผือดที่กำลังป่วยไข้ เด็กทารกที่ร้องให้จ้าสลับกับไอ เด็กทารกที่น้ำมูกเยิ้มย้อย เด็กทารกที่ดูไม่เหมือนเธอเลยสักนิดอ เด็กทารกหน้าจิ้มลิ้ม เปล่งปลั่งแบบที่คนมีเงินเท่านั้นที่จะสามารถมีบุตรเช่นนี้ได้ เด็กทารกที่ถูกห่อมาในผ้าอ้อมลายตุ๊กตาน่ารักที่หากจ้องมองเนิ่นนาก็ชวนให้พาฝันถึงโลกพิเศษของเยาว์วัย เด็กทารกที่ถูกทำไม่ให้เป็นของเธอเสียตั้งแต่สบตาครั้งแรก

หากเธอยืนยันว่าเด็กคือลูกของเธอ ยัดเยียดเด็กใส่มือหมอให้ช่วยตรวจหาอาการป่วยไข้ เด็กตัวร้อน เช็ดตัวแล้วก็ไม่ดีขึ้นร้องใชไห้ไม่หยุดตลอดคืน เธอแทบไม่ได้หลับนอน จ่ายยาน้ำมาสักสามสี่ขวด ทำยังไงก็ได้ให้ไอ้เด็กนี่เงียบเสียที

น่าขันเพราะเด็กเป็นเด็กหญิง การที่เธอเรียกเด็กว่าไอ้เด็กทำให้หมอพิศวงอยู่ลึกๆในหัวใจ ด่วนได้ตัดสินจากข้อมูลทางตา เธอหาใช่แม่เด็กไม่

หมอเองก็เป็นแม่คน หมอผู้หญิงอายุสามสิบสองผัดหน้าเป็นสีชมพูดจัด ใช้เวลาตลอดเช้าข่มอารฒณ์โกรธขึ้นที่ลูกสาวของหมองอแงไม่ยอมไปโรงเรียน หมอไม่แทนตัวเองด้วยคำว่าฉันอีกเลยหลังเรียนจบเว้นแต่กับลูกสาว สามีของหมอก็เป็นหมอ บางทีทั้งหมอและสามีหมอก็แทนตัวเองว่าหมอ ความสัมพันธ์ของแม่กับลูกสาวเป็นเรื่องลึกลับ หมอไม่กล้าพูไม่กล้ากระทั่งคิดว่าบางทีหมออาจจะเกลียดลูกสาวของตัวเองอยู่ลึกๆ

บ้านของหมออยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรร บ้านแบบที่อาณาบริเวณสำหรับสนามหญ้าน้อยๆและรั้วรอบขอบชิด หมอชอบเหม่อคิดถึงสวนดอกไม้ที่หมอลงมือปลูกเองและชอบลืมเรื่องหนักอกอย่างลูกสาวหรือแม่ของสามีที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ หมอเก็บความพิศวงเหล่านี้ไว้ในใจ เงยหน้าพูคุยกับหญิงสาวที่กำลังเหม่อจ้องรูปวอลเปเปอร์ขนาดใหญ่ยักษ์ ภาพทางเดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้สีเหลืองพราวพราย ดินแดนแสนไกลที่เธอไม่อาจไปถึง เธอก็เหม่อเหมือนกัน เหม่อลอยไปพร้อมกับหมอในห้องตรวจ หมอกลับมาแล้วเธอจ่ายยาน้ำสามสี่อย่างให้กับหญิงร่างท้วมผิวน้ำผึ้งเกรียมแดด ใบหน้าเปื้อนฝ้าสำน้ำตาลอ่อน ร่องรอยหลงเหลือจากประวัติศาสตร์ของเครื่องสำอางราคาถูก ฝ้าซึ่งเป็นเครื่องหมายติดตัวเหมือนเลขสักบนท้องแขนของคนยิวในสงครามโลก สลักเอาความยากจนโง่เง่าฉาบลงบนใบหน้าเธอซึ่งไม่มีหนทางลบเลือนได้ชั่วนิรันดร์

ออกจากคลินิก เธอป้อนยาให้ทารกเสียตรงหน้าคลินิกอย่างงกๆเงิ่นๆ คนไข้รอตรวจจ้องมองผ่านประตูกระจกมาอย่างไม่ไว้เนื้อเชื่อใจเกรงเธอจะทำเด็กหล่นมือ จินตนาการเพริดถึงภาพทารกร่วงหล่นตกแตกเป้นแตงโมผ่าซีกเพราะพวกเขาและเธอหาเคยเห็นทารกหล่นมือไม่ และภาพเนื้อในสีแดงน้ำแตงโมชวนระทึกขวัญเชิงอุปมากว่าเป็นไหนๆ ผิวเผือดของทารกบาดตัดผิวเข้มของเธอ

ฉันจะไม่มีวันให้คนรับใช้แบบนี้แตะต้องลูกของฉันอันขาด ใครสัคนนึกในใจ

มันก็จริงเรื่องที่เธอเคยเป็นคนรับใช้จริงเช่นที่ว่าตลอดอนาคตอันไม่ยาวนานนักของเธอจะไม่ได้มีชิวตที่ดีไปกว่านตอนนั้น หรือตอนนี้ ตอนที่แดดบ่ายเต้นรำลงบนผิวของคนเดินถนน เต้นรำอยู่บนหลังราคารถเมลล์ปรับอากาศ เต้นรำไร้ร่องรอยบนฝุ่นหนาจับใบไม้ของต้นไม้ริมถนน ทารกหลับไหลไปหลังได้ยาลดไข้ ลดน้ำมูก และยังคงอยู่บนอ้อมแขนของเธอที่ยังคงดุ่มเดินฝ่าข้ามดงคนมุ่งหน้ากลับห้องเช่าของตัว

เธออุ้มเด็กลัดเลาะไปตามบาทวิถี สองแขนเมื่อยขบอ่อนล้าตระหนักเตือนให้เธอคิดถึงกระเป๋าใบหนึ่ง แรกทีเดียวเธอออกจากบ้านพร้อมกระเป๋าใบนั้น กระเป๋าหิ้วสีน้ำเงินสกรีนลายคล้ายคลึงยี่ห้อดังเปลี่ยนสลับตัวอักษรเสียบางตัวมองจากที่ไกลแทบไม่รู้ว่าคนละยี่ห้อกัน กระเป่าผ้าร่มราคาถูกที่มีสายจับยาวพอจะสอดคล้องไหล่ กระเป๋าผ้าร่มที่พอโดนฝนจะเปื่อยพุพองออกมา มันพุพองเป็นฟองอากาศซึ่งเธอไล้เล่นตลอดการเดินทาง เธอวางกระเป๋าบรรจุสัมภาระวไว้บนตัก ปล่อยน้ำหนักแห่งความหวังกดทับหน้าขา ครึ่งหลับครึ่งตื่นบนรถโดยสารปรับอากาศชั้นสอง ฟองอากาศที่น่าเกลียด ที่บรรจุความทุกข์เข็ญของเธอติดตัวมา กระเป๋าสูญหายไปแล้ว แต่ผิวผ้าร่มด้านๆกลวงๆยังติดอยู่ตรงปลายนิ้ว พื้นผิวอันพุพองเหมือนท้องที่โย้โดยไม่มีพ่อ กระเป๋าใบนั้นสาบสูญไปพร้อมกับข้าวของจากบ้านเก่าซึ่งค่อยๆทอนความหมายของมันลงหลังจากเธอได้งานที่แรก งานคนรับใช้ในบ้านคนมีเงิน งานที่เธอทำเพียงไม่นานนัก แต่กลับติดตัวเธอทั้งชิวตดั่งต้องสาป บางทีอาจเพราะใบหน้าของหมอที่เตือนให้เธอคิดถึงคุณผู้หญิง ใบหน้าของคนมีเงินคล้ายคลึงกัน อวบอิ่มนิ่มนวเหมือนขนมที่เพิ่งเคาะออกมาจากพิมพ์ แต่ใบหน้าของคนเช่นเธอก็คล้ายคลึงกัน แห้งโหย เกรียมแดดเหมือนขนมที่ถูกอบนานเกินไป ฟีบฝ่อจนมีแต่ต้องโยนทิ้งถังขยะ

ตึกสูงเสียดตัวขึ้นท้าทายลมฟ้าอากาศ มันยืดโย่งโย้เย้เหมือนดงตาลที่แข่งกันเหยียดตัวขึ้นหาแสงแดด ห้องตึกแถวที่มืดหม่นโดยตัวของมันจนกระทั่งสีเหลืองขาไก่ที่ฉายผนังตึกมอซอลงไปโดยไม่ต้องรอแดดฝน ห่อหุ้มเนื้อด้วยด้วยลวดลายโค้งแข็งของเหล็กดัดติดกรอบหน้าต่าง มุ่งลวดเขรอะฝุ่นและราวระบียงปรอะสนิม ส่งเสาอากาศโทรทัศน์โย้ยเยโยงใยอยู่บนดาดฟ้า เหมือนประติมากรรมพิเศษหรืออีกที เหมือนยอดหญ้าคาที่ก่ายพันกันยุ่ง กรงเล็บโลหะอลูมิเนียมที่ดัดขดไปมารอรับสัญญาณอย่ากระหายหิวไม่จบสิ้น เติมลงในจอตู้คับแคบเพื่อเพริดฝันให้ผู้คน

เด็กวัยกำลังซนสองสามคนนั่งห้อยขาแนบหน้ากับเส้นเหล็กล้อมรั้วระเบียงด้วยท่าทีที่จวนตกมิตกแหล่ พวกเด็กๆก็จ้องมองเหม่อลอยราวกับว่าอาการเหม่อลอยคือโรคแห่งยุคสมัย เธอเงยหน้าวนแสงตะวันสบตาว่างเปล่าของเด็กๆจากชั้นสาม เด็กๆที่มองลงมาเบื้องล่างอย่าไม่จำเพาะเจาะจง มองทัศนียภาพอันไร้รูปและไม่เหลือความงามเบื้องล่าง เด็กๆของแฟลตรูหนูซึ่งค่อยเติบโตขึ้นบนโถงทางเดินแคบๆมืดๆ เติบโตขึ้นบนราวบันไดหนืดเหนอะที่เชื่อมระหว่างชั้น ที่ที่พ่อบ้านหน่ายเมียหลบมาสูบบุหรี่ มุมมืดๆ ที่เด็กรุ่นพี่ตั้งก๊วนกันอยู่ เด็กๆที่โลกของพวกเขาค่อยกลายเป็นท่อลึกลับติดหลอดนีออนโดยไม่รู้ตัว ท่อที่เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนจากช่องเปิดปากประตูที่แง้มเปิด เสียงของละครโทรทัศน์ เสียงสนทนาหัวร่อต่อกระซิก หรือเสียงด่าพ่อล่อแม่ลงอารมณ์ติดสำเนียงจากบ้านเกิดของใครของมัน มันสะท้อนก้องราวกับเสียงนั้นถูกขังค้างในสองหู โลกที่กลายเป็นท่อปูกระเบื้องยางล่อนหลุดซึ่งพาพวกเขาหลากไหลไปกับชีวิตหาเช้ากินค่ำ ไหลมาห้อยย้อยอยู่ตรงริมระเบียงคาดราวเหล็ก ฟังเสียงที่ดังมาจากเมื่อวานนี้ เด็กๆที่เกลียดการไปโรงเรียน และเกลียดการอยู่ในห้อง เด็กๆซึ่งจะกรูกันออกมายังร้านเกมใต้ถุนตึก หากพวกเขาพอจะมีเงินสักเล็กน้อย หรือพ่อแม่ของพวกเขาไม่อยู่บ้าน เพริดอยู่กับสีสันพร่าพรายเฉกเช่นกับที่พ่อแม่พวกเขาเพลิดเพิลนกับรายการโทรทัศน์

เธอใกล้ถึงห้องแล้ว กรุ่นความร้อนจากพื้นคอนกรีตไหลซึมอยู่ใต้รองเท้าแตะผิวบาง หล่อนก้มลงมองเด็กทารกที่กำลังหลับ เด็กทารกอ้วนกลมลูกไม่มีพ่อ ที่อีกประเดี๋ยวคงไปตื่นบนเบาะรองนอนของป้าห้องข้างๆ หญิงชราจากนครศรีธรรมราชผู้ซึ่งค่อยๆเซื่องซึมลงทุกวัน แกรับเลี้ยงเด็กบางคนเพื่อแบ่งเบาภาระลูกสาวและลูกเขย ป้าแก่ที่ปากไม่ดี คนจากอีกซีกส่วนของประเทศที่เธอจำต้องฝากผีฝากไข้ ในยามที่เธอต้องออกไปทำงานกะกลางคืน

เธออยู่ในโลกที่เหมือนย่อส่วนประเทศเอาไว้ แต่ไม่มีคนที่มาจากเมืองนี้สักคน มีแต่คนเมืองน่าน คนเมืองพัทลุง คนอยุธยา คนอุดรธานี ตอนนี้คนเหล่านั้นค่อยๆกลายเป็นคนแบเดียวกันแล้ว เพราะที่นี่พวกเขาและเธอต่างพยายามปลอมแปลงตัวเอง แต่ยิ่งปลอมแปลงมากเท่าไร ความแปลกปลอมก็ยิ่งฉายชัดกระทั่งที่สุดพวกเขาและเธอต่างกลายคล้ายกัน เป็นคนที่อื่นที่มาที่นี่เหมือนๆกัน รากของตนรุ่งริ่งอยู่ในสำเนียงภาษาห้อยท้ายคำ หรืออาหารหารกินที่บางที่ก็ทำให้มีน้ำตาเพราะคิดถึงบ้าน แต่ปีกของพวกเขาก็พิกลพิการ อยู่ในวัฒนธรรมอีกระดับที่สร้างเพื่อพวกเขาและเธอ คนต่างจังหวัดที่ร่วมกันอยู่ในโลกเดียวกัน

เธอวางทารกลงบนที่นอน เสื้อที่เธอสวมเปียกชื้นไปทั้งหมด ซึมย้อยจนเธอต้องถอดออก และสวมเฉพาะชั้นในเปียกชื้น พลางคว้าผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำแล้วออกมาเช็ดตัวเด็ก เผือดอยู่กลางแสงนีออนในห้องหับไร้หน้าต่าง เธฮเปิดพัดลม ลมร้อนพัดผมที่หลุดรุ่ยจากการรวบมัดอย่างลวกๆ พลางเธอร้องเพลงกล่อมให้ลูกสาวฟัง

‘นอนเด้อหล้า หลับตาแม่สิกล่อม’

นี่คือสิ่งซึ่งยังคงหลงเหลือบรรพบุรุษร้องเพลงนี้ให้กล่อมพ่อและแม่ซึ่งได้ขับกล่อมบทเพลงนี้สู่เธอ เธอกำลังขับมันอีกครั้ง เพลงกล่อมตอกย้ำประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่โยงใยเธออย่างเลือนรางเข้ากบัสายเลือดอันเข้มข้นเหมือนลำโขง เส้นสายที่ค่อยๆหลุดร่วงทีละเปลาะละเปลาะ เจือจางจนเธออดสำนึกไม่ได้ว่ามันพร้อมจะขาดลงได้ทุกเมื่อ เหมือนหมู่บ้านที่ออกมาแล้วก็ไม่อาจกลับเข้าไปอีก พ่อแม่พี่น้องที่สูญซัดพลัดหาย ลูกสาวที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดมา หากต้องวาดแผนที่ชีวิตตน เธอคงหลงทางกลับบ้านไม่ถูกแล้ว ทำได้เพียงเดินย้อนทวนลำน้ำโขงขึ้นไปจากธารสายน้ำตาซึ่งไหลอยู่ในโตรกลึกของหัวใจ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: