บ้านผีสิง

ความตายของชูมาน (ภาค 1)

บ้านผีสิง ( ความตายของชูมาน ภาค 2 )

ตอนที่พวกเขาซื้อบ้านหลังนี้พวกเขาได้ยินเรื่องคนตายมาก่อนแล้ว

ว่ากันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งตายในบ้านนี้ ร่างของเธอค่อยๆสูญสลายไปในอากาศช้าๆ  เพียงสองวันหลังรัฐประหาร เธอก็กลายเป็นอากาศธาตุ แรกทีเดียวพวกเขาคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องตลกหลอกเด็ก  เรื่องแบบที่บ้านเห่าๆที่ไหนก็มี เรื่องแบบที่เล่ากันขำๆเพื่อให้กลัวกันไปเล่นๆ  พวกเขาขนข้าวขนของกันมาในวันซึ่งท้องฟ้ากระจ่างสดใสปราศจากเค้าลางของความชั่วร้าย  พ่อ แม่ กับลูกสาวลูกชาย สมบูรณ์แบบประสาครอบครัวสุขสันต์  ทุกสิ่งดูหมดจดงดงาม บ้านไม้สองชั้นมีสวนเล็กๆซึ่งต้นโมกย้อยกิ่งยื่นผ่านบานหน้าต่างเข้ามา ลมเย็นพัดรื่นตรงที่ที่เธอเคยนอนอยู่เหม่อมองออกไปอย่างรวดร้าวและค่อยๆสูญสลายไป

ผมเองยังคงอยู่ที่นี่ อยู่ที่นี่เสมอหลังจากเธอจากไปแล้ว  ผมไม่เคยได้พบเธออีก  หลังจากชูมานละลายไปในอากาศผมพบว่าจู่ๆตัวเองค่อยๆโปร่งบางลงราวกับร่างกายของผมสูญเสียสีและความเข้มทึบ  ทีละน้อย ทีละน้อย  จนกระทั่งผมสามารถมองทะลุมือของตนเอง  ทะลุร่างกายของตนเอง  ผมค่อยๆจืดจางลงไปเหมือนน้ำแข็งที่ละลายช้าๆในแก้วน้ำ  ถึงที่สุดผมกลายเป็นมนุษย์ล่องหนสมบูรณ์แบบ ไม่สามารถเปล่งเสียงหรือแตะสัมผัสสิ่งใด เสื้อผ้าไม่มีความจำเป็น อาหารไม่มีความจำเป็น กล่าวตามสัตย์สุดท้ายผมกลายเป็นภูติผี

ครอบครัวที่ย้ายมาใหม่ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่รู้เรื่องของนักศึกษาศิลปะสองคนซึ่งเคยอาศัยที่นี่และสูญหายไปหลังเหตุการณ์รัฐประหาร  บ้านถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง เจ้าของบ้านเช่าเข้าใจว่าผมกับเธอคงหนีไปแล้วพวกเขาจึงรื้อข้าวของทั้งหมดของเรา  หนังสือ ซีดี ภาพเขียน เสื้อผ้า สมุดบันทึก  กระทั่งความฝันก่อนเก่า และความทรงจำตรงนั้นตรงนี้ออกมากองหน้าบ้าน แล้วแบ่งขายให้กับใครต่อใครที่พากันมาซื้อ  ผมยืนมองเหตุการณืทั้งหมดโดยไม่อาจตอบโต้ ทั้งเพราะผมสูญเสียความสามารถในการข้องเกี่ยวกับโลก และในขณะเดียวกัน ผมอ่อนแอเกินกว่าจะทำอันใดได้ กระทั่งบ้านถูกขายต่อในที่สุด พวกเขาก็ยังไม่รู้ว่า มีอดีตอันระทมทุข์อยู่ในซอกมุมอันลึกลับของบ้าน  ไม่รู้ว่าหนึ่งในผู้เช่าก่อนหน้านั้นกลายเป็นมนุษย์ล่องหน และอีกคนคงวนเวียนอยู่ในอากาศ

ผมรู้ว่าชูมานยังคงอยู่ในบ้านนี้ หากเธอไม่ต้องการให้ผมพบเห็น ตอนนี้ผมกลายเป็นอื่นสำหรับเธอซึ่งได้กลายเป็นวิญญาณกราดเกรี้ยวของประวัติศาสตร์ซึ่งถูกลบลืมไป ประวัติศาสตร์ซึ่งจะไม่มีใครเขียนถึง ความเกรี้ยวกราดของเธออวลลอยในบ้านนี้ ผมเป็นเพียงเศษซากตกค้างของความไม่เอาไหน เป็นวิญญาณของผู้แพ้ซึ่งไม่มีสิทธิ์เสียง หรือความหมายใดๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อย่างเงียบเศร้า ผู้ที่มองดูความพังพินาศของครอบครัวแสนสุขซึ่งผมไม่อาจรู้แน่ว่าเป็นเธอหรือเปล่าที่ทำให้ครอบครัวนี้มาถึงจุดจบ หรือจริงๆเธอเป็นเพียงตัวเร่งปฏิกริยาของความมืดดำในใจพวกเขาเอง

ผมควรอธิบายถึงพวกเขาสักเล็กน้อย ผมอยากให้คุณจินตนาการถึงครอบครัวในฝันของคุณ ครอบครัวสวยสดงดงามและบนใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่เสมอ ครอบครัวมั่คงแข็งแกร่งแบบที่คุณพบได้ตามป้ายโฆษณาบ้านจัดสรร หรือรูปภาพโฆษณาของโรงพยาบาลเอกชน  ครอบครัวที่ประกอบด้วยพ่อแม่และลูกสาวลูกชาย ทุกคนสุขภาพดีมีสุข ดูจะได้รับการศึกษามาสมบูรณ์พร้อมและมีร่างกายแข็งแรง หากมันเป็นภาพเคลื่อนไหวคุณอาจได้ยินเสียงหัวเราะเจืออยู่ในภาพของพวกเขา   รถยนต์สองคันไม่พอที่จอด พวกเขาจึงจ้างคนไถกลบสวนโมกของเรา ต้นโมกโดนรื้อถอนไปลงกระถาง เพื่อเทลาดปูนซีเมนต์ปูพื้น ผมรู้ว่าเธอโกรธ  การรื้อทำลลายสวนทำให้ผมแน่ใจว่าเธอยังอยู่ในบ้านนี้ มวลอากาศเย็นลงและมืดหมองฉับพลัน ถ้าเธอมีชีวิตอยู่เธอจะไม่มีวันยอมกับเรื่องนี้ ตอนที่เธอมีชีวิตอยู่ความโกรธยังพอจะเปลี่ยนเป็นความทุกข์เศร้าได้  แต่ตอนนี้เธอตายไปแล้ว ความโกรธจึงกลายเป็นความเกลียด ตอนมีชีวิตอยู่เธอไม่เคยต่อสู้  แต่ตอนนี้เธอได้อำนาจลึกลับจากความตายแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป

เป็นเธอแน่ๆเข้าสิงเด็กสาวคนนั้นในกลางดึกคืนหนึ่ง เด็กผู้หญิงกรีดร้องด้วยเสียงของชูมาน เสียงกรีดร้องซึ่งผมเคยได้ยินเพียงสองหรือสามครั้งตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ครั้งหนึ่งบนถนนในยามเช้าแห่งความเปลี่ยนแปลง และอีกครั้งหนึ่งในกลางดึกคืนต่อมา   ตอนนั้นผมเข้าใจว่าเธอเพียงฝันร้ายหากมารู้ในภายหลังว่านั่นคือคืนที่เธอตัดสินใจทำแท้งลูกของเรา เสียงนั้นสะทกในอกเมื่อแรกได้ยิน ผมเผ่นโผนจากชั้นล่างของบ้านขึ้นไปบนห้อง  พบร่างอวบสล้างทุรนทุรายอยู่ในความมืดซึ่งมืดเข้มลึกลับกว่าที่เคยเป็น พอ่แม่และพี่ชายของเธอกรูกันมาจากห้องหับส่วนตัว  ล้วนตกใจทำอะไรไม่ถูก สิ่งนี้คือประสปการณ์ใหม่ที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อน  คิดกันตามหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งพวกเขายึดจับมาตลอดชีวิต ลูกสาวคนเล็กของบ้านนั้นป่วยไข้  และต้องเข้ารับการรักษาเยียวยา แต่ผมรู้ว่าในบ้านหลังนี้กรอบคิดวิทยาศาสตร์นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไป พวกเขากลุ้มรุมเข้ายือยุดเด็กสาว พยายามจะรวบตัวเธอเพื่อพาขึ้นรถไปส่งโรงพยาบาล นั่นยิ่งทำให้เธอดิ้นสู้  ผมไม่รู้ว่าเธอเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ทั้งที่ตอนมีชีวิตอยู่เธออ่อนล้าและป่วยกระเสาะกระแสะเสมอ-หมายถึงชูมาน   ตอนนั้นเองที่ผมตระหนักได้ว่าเธอกลายเป็นคนอื่นไปแล้ว เช่นกันผมที่กลายเป็นอื่นสำหรับเธอ

พวกเขากลับกันมาในตอนรุ่งสาง หมอหาสาเหตุเรื่องอาการชักไม่พบ ได้แต่ให้ยากล่อมประสาท เด็กสาวยังคงอยู่ที่โรงพยาบาล พวกเขาดูซีดเซียวด้วยห่วงใย  กล่าวตามสัตย์ผมแทบจะเชื่อมั่นว่าพวกเขาที่แท้รักกันแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง

เด็กสาวยังคงเข้าๆออกๆโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นหลังจากนั้น การเรียนของเธอค่อยๆแย่ลง ร่างกายก็ซีดเซียวป่วยไข้ เธอกินได้น้อยลง เหม่อลอยเชื่องช้า  ปัญหานี้ค่อยๆกัดกินทุกคนในบ้าน จากวันเป็นเดือน รัฐบาลรัฐประหารกล่าวคำอำลาพร้อมรัฐธรรมนูญใหม่ รัฐบาลเลือกตั้งที่คนครึ่งประเทศเกลียดชังหมุนเวียนมาแทน เหตุบ้านการเมืองไม่เหลือความสำคัญต่อผมอีกต่อไป หลังรัฐประหารที่ทำให้เธอตาย ผมสาบานกับตัวเองจะไม่ยุ่งเรื่องนี้อีก  กับบ้านนี้ก็เช่นกัน หรืออาจจะยิ่งกว่านั้น เพราะสำหรับพวกเขาการเมืองไม่เคยมีอยู่  เขาอาศัยในบ้านไม่สองชั้นที่แยกเอกเทศออกจากโลกของความวุ่นวาย การชุมนุมประท้วง หรือความอดอยายากเข็ญ  เสาบ้าน ผนังทั้งสี่และหลังคาของพวกเขาถูกสร้างอย่างมั่นคงแน่นหนาพอจะปกป้องพวกเขาจากภยันตรรายของความไม่มั่นคงแห่งชีวิต ขณะเดียวกันก็ปิดตาพวกเขาจากความทุกข์เข็ญที่กินทกุคน  มีเพียงความป่วยไข้ของเด็กสาวเท่านั้นที่รบกวนจิตใจ  ความด่างพร้อยไม่สมบูรณ์พร้อมที่แรกทีเดียวได้ให้สิทธิ์พิเศษในการได้รับความเห็นใจจากพี่น้องเพื่อนฝูง แม่ผู้น่าสงสาร พ่อผู้เข้มแข็ง พี่ชายที่ห่วงใย เด็กสาวได้รับสิทธิ์พิเศษกว่าใคร เธอไม่ต้องไปโรงเรียนอีก ไม่ต้องทำในสิ่งที่เธอไม่ต้องการ  ซึ่งเธอเหลือสิ่งที่ตนต้องการน้อยลงไปทุกที เด็กสาวค่อยๆผ่ายผอม เหม่อลอย สูญเสียสิ่งที่เธอเคยมีมาช้าๆทีละน้อย ทีละน้อย

ผมยังคงเฝ้าดูเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยดวงตาแห่งคนนอก ชูมาน -คุณมันใจหิน ฆ่าลูกของเรายังไม่พอ ตอนนี้คุณจะฆ่าเด็กคนนี้ทั้งเป็น เด็กสาวซึ่งไม่เคยทำอะไรมากไปกว่ามีชีวิต ในฐานะเด็กวสาววัยรุ่นเท่านั้นเอง กระนั้นก็ตาม เธอก็ไม่เคยออกมาตอบโต้ผม ผู้ซึ่งดีแต่ตะโกนอยู่ในความเงียบ ผู้ศึ่งทำได้เพียงจดจ้องเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ เศร้าสลดอย่างทำอะไรไม่ได้กับมัน

ทุกคนเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ถ้าไม่ใครก็ใครสักคนกล่าวขึ้นมาว่าทั้งหมดอาจจะเป็นเพราะภูติผี  มาถึงตอนนี้เรื่องราวก็ถูกขยายใหญ่โต พวกเขาพากันขุดลึกลงไปถึงประวัติของบ้านหลังนี้ พูดคุยเกี่ยวกับผมและชูมาน  ความสัมพันธ์ผิดทำนองคลองธรรม เรื่องราวบวมพองออกราวกับมันมีชีวิตของมันเอง  จนในบางครั้งเมื่อพวกเขาพูถึงผมและเธอผมรู้สึกราวกับพวกเขาพูดถึงคนอื่น  ใครสักคนที่ไม่ใช่ผมกับชูมาน  พวกเขาพยายามตามหาเราทั้งคู่ แต่ทุกอย่างนำไปสู่ทางตัน พวกเขาถึงกับจ้างคนมาทุบปูนซีเมนต์ซึ่งปูทับลานจอดรถ เพื่อหาศพของเธอ -ซึ่งพวกเขาเข้าใจเอาว่าเป็นผมเองที่ฆ่าและฝังเธอไว้ในนั้น แต่ที่พวกเขาพบก็มีเพียงหนอนไหน่ ซากของแตกร้าวจากอดีตกาล บางชิ้นผมไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ ที่นั่นพวกเขาพบเศษกระดูกของบางสิ่ง ฝังกลบอยู่ตรงที่ซึ่งเคยเป็นโคนต้นโมก บางสิ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นลูกที่ไม่ได้เกิดมาของผมกับเธอ

เรื่องราวลุกลามรวดเร็วเสมอ ขณะเดียวกันสูญเสียความหมายเสมอ ผู้คนมองที่นี่เป็นบ้านผีสิงไปจริงๆ มีคนได้ยินเสียงร้องของทารก เห็นผู้หญิงผมยาวที่ริมหน้าต่าง และบางครั้งเห็นผม  พวกเขาเริ่มพากันเป็นบ้าไปหมด  พวกเขาเชื่ออย่างจริงจังว่าลูกสาวของตนโดนผีของชูมานมาสิงสู่ ผีซึ่งตอนนี้มีอิทธิฤทธิ์ราวกับปีศาจร้ายที่เราเห็นกันในหนังผี ชูมาน คนรักของผมซึ่งเคยเป็นเพียงเด็กสาวร่างสูงโปร่ง ตาเศร้า หลงรักภาพวาดของมาร์ค ชากาลล์ และครั้งหนึ่งเฝ้าฝันถึงวันอันดีงาม ชูมานซึ่งตอนนี้กลายเป็นผีร้ายในสายตาของพวกเขา และเป็นแม่ใจยักษ์ในซีกส่วนหนึ่งของความรู้สึกของผม

เหตุการณ์ยังคงคืบเคลื่อนไป จะพระหรือหมอผีก็ไม่ทำอะไรให้ดีขึ้น สุดท้ายพวกเขาก็เริ่มเห็นเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความเลื่อนเปื้อนเหลวไหลของคนงมงาย พวกเขาล้มเลิกพิธีการหมดสิ้น  พยายามจะดำเนินชีวิตต่อ ลูกสาวของเขาสุดท้ายเป้ฯเพียงสมอซึ่งถ่วงพวกเขาให้ย่ำอยู่กับที่และจมลงในอาการประสาทเสีย

ผมไม่รู้ว่านั่นเป็นฝีมือของเธอหรือไม่ คืนหนึ่ง เด็กสาวชักอีก เธอหวนให้คร่ำครวญราวกับทุกข์เศร้ายาวนานสองร้อยปีพังทลายลง ค่ำคืนอีนยาวนานเหมือนไม่สิ้นสุด  เด็กหนุ่มเป็นคนแรกที่สิ้นความอดทน เขาทุบโต๊ปึงปัง ผลักเปิดประตูห้องของน้องสาวอย่างเคียดแค้น พอสักที เงียบได้แล้วอีเด็กบ้า-เขาตะคอก เขย่าตัวน้องสาวซึ่งไม่รู้สึกรู้สมอะไร พ่อของเขาถึงกับต้องกระโจนเข้าไปแยกตัวลูกชายออกมา แม่เอาแต่ร้องให้ เธอบอกว่าเธอเองก็เหลือทนกับเรื่องนี้แล้วเช่นกัน หลังจากคืนนั้น ลูกสาวก็ถูกส่งตัวไปอยู่โรงพยาบาลเป็นการถาวร

ทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆคืยเคลื่อนสู่ความเป็นปกติเชื่องช้า นับถึงตอนนี้พวกเขามาอยู่ที่นี่ได้สองปีเศษ  สองปีซึ่งเกิดเหตุการณ์มากมายเหลือเกิน  เต็มตื้นด้วยความรู้สึกผิดในใจที่ค่อยๆเจือจางลงตามกาลเวลา ตามหลักของเหตุและผลมันถูกต้องดีแล้ว พวกเขาค่อยๆฟื้นคนกิจวัตรดั้งเดิมของตนช้าๆ การตื่น การทานอาหารเช้า การออกไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ การไปข้างนอกสัปดาห์ละครั้ง เสียงหัวเราะคืนมาเชื่องช้า เวลามีใครถามถึงลูกสาวคนเล็ก พวกเขาบอกว่าเธออยู่ที่โรงพยาบาล ผู้คนก็พากันสงสารเห็นใจ อย่างหมดจดงดงามพวกเขาดำเนินชีวิตต่อ สมอถูกถอดถอน เรือเคลื่อนไปแล้ว ในบ้านไม้สองชั้นที่ถูกต่อเติมออกไปทีละเล็กละน้อย  พวกเขาอาจต้องทำเช่นนั้นเพียงเพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แต่บางทีผมก็คิดถึงเด็กสาวผ่ายฟอมในห้องสีขาวซึ่งปิดตายทั้งสี่ด้าน  ค่อยๆถูกลบลืมไปในฐานะของสิ่งของแทงบัญชีดับสูญ เธอไม่ได้ละลายหายไปในอากาศ แต่สาบสูญไปตรงหน้า ไม่ใช่เพราะเธอผิด แต่เพราะเธอไม่เข้าพวกอีกต่อไป

บ่อยครั้งผมคิดถึงชูมาน ใคร่ครวญเศร้าๆว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเธอหรือไม่  บางครั้งตอนที่ผมหลับ ผมฝันว่าตัวเองตื่นขึ้น และเธอนั่งตรงปลายเตียง เล่าว่าที่นั่นเธอได้พบกับลูกที่ไม่ได้เกิดมาของเรา  เล่าเรื่องเกี่ยวกับอดีตของเรา ไม่ปฏิเสธและยอมรับว่าเธอเป็นคนทำหรือไม่  บ่อยครั้งผมฝันเห็นเธอนั่งนิ่งเหม่อลอย บางคืนเธอหันมาถามความเอากับผมว่าถึงที่สุดแล้ว เราจะยังวนเวียนอยู่ในบ้านหลังนี้หรือเปล่า บ้านหลังเดิมที่ไม่ว่าเปลี่ยนเจ้าบ้านไปสักกี่ครั้งเราก็ยังคงเป็นอากาศธาตุ บ้านที่เราไม่มีทางจากไปได้

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา : 19 เมษายน 2552

scene from HOUR OF THE WOLF directed by INGMAR BERMAN

phograph by FILMSICK

1 comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: