โรงแรมอัลฟาวิลล์ ภาค3 : บทที่3

โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 1 : บทที่ 1 l 2 l 3 l 4

โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 2 : บทที่ 1 l 2 l 3 l 4

โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 3:บทที่ 1l 2

บทที่ 3

โดดเดี่ยวอยู่ต่อหน้าความเปลือยเปล่าของกระดาษขาวเรืองแสงบนจอคอมพิวเตอร์  ผมรู้สึกเหมือนเด็กหนุ่มที่ยืนขวยอายต่อหน้าพยาบาลสาวซึ่งต้องตรวจดูอวัยวะภายในของเขา  ความกลัวประสมกับอารมณ์ลึกลับของการสัมผัสข้ามเพศ กระตุ้นเร้า ยั่วยวน และชวนหวาดผวา  ไอ้หนุ่มนี่เจี๊ยวเล็ก  ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่หล่อนคิดในใจ  รสสัมผัสทางกายภาพในห้องตรวจนำความรัดรึงใจและน่าอดสูมาสู่ เช่นเดียวกันกับเรื่องที่ผมไม่ได้เขียน ได้แต่นั่งเบื้อใบ้ต่อหน้ากระดาษขาวโพลนและแป้นพิมพ์สีดำ ที่ซึ่งได้แต่เอามือซุกเป้าปกปิดอาการเจี๊ยวเล็กของตัวเอง

เรื่องดำเนินมาถึงจุดขมวดปมแล้วตอนที่อาการเจี๊ยวเล็กผุดบังเกิดขึ้น   แต่ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องผมต้องกล่าวว่าอาการเจี๊ยวเล็กของผมเกิดขึ้นก่อน  มาเกิดขึ้นตั้งแต่ที่ผมจะลงมือเขียนเรื่องนี้ขึ้น และอาจจะเป็นความพยายามปกปิดอาการเจี๊ยวเล็กนี้เองที่ทำให้ผมลงมือเขียน  เนื่องเพราะผมรู้แต่แรกแล้วว่ามันจะเป็นเรื่องที่ไม่มีจุดจบ  ผมคิดไว้เพียงค้างๆคาๆตอนที่เริ่มลงมือเขียน และหวังว่ากระดาษสีขาวจะนำทางผมฝ่าดงแถวทางของตัวหนังสือสำดำที่ผมเสกขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่า  และเรื่องราวโกหกพกลมนั่นมาถึงจุดคจบ แต่เมื่อคุณอ่านมาถึงตอนนี้คุณคงรู้สึกเหมือนถูกหักหลังเพราะคุณรู้แล้วว่ามันไม่มีทางจบลงได้

ผมติดอยู่ตรงนั้นปากประตูทางออกของโรงแรมอัลฟ่าวิลล์ มันเปิดอ้าออกหรือปิดตายไม่มีทางรู้  ภาพร่างของประตูขนาดมหึมากดข่มนักเขียนจนๆผู้สิ้นไร้ไม้ตอกทางความคิดอย่างผม  ประตูจ้องมองมาอย่างท้าทาย  ถูกต้องแล้วผมใช้คำว่าจ้องมองมาอย่างท้าทาย  ในโลกวรรณกรรมอะไรก็เกิดขึ้นได้  กำแพงของอักษรศาสรต์ช่วยให้เราทำได้ง่ายขึ้นในการแสดงความรู้สึก  ภาพคลุมเครือปรากฏในหัวผู้อ่าน คลุมเครือกับพอๆที่ปรากฏในหัวเรา  ผมอาจจะเขียนตัวละครผู้หญิงขึ้นมาก่อน แต่ผู้หญิงในหัวผมนั้นคลุมเครือ เธอค่อยๆกลายเป็นผู้ชายตอนที่ผมเขียนไปเรื่อย เจี๊ยวงอกออกมาจากช่องปิด (คุณตระหนักได้แล้วว่าผมหมกมุ่นกับเจี๊ยวมากสักแค่ไหน) สุดท้ายผมก็เลยฆ่าเธอเสีย เพื่อที่จะนำเธอกลับมาใหม่ เธอกลายเป็นผีสางที่วิ่งแกว่งตุ้มหลบยหนีอดีตของเธอไปบนทางเดินโรงแรมทุกคืนค่ำ สยองขวัญ คลุมเครือและหมดจดงดงามในนามของวรรณกรรม

ตอนนี้ผมอยู่ต่อหน้านักเขียนสองคน และตัวละครอีกเป็นพรวนในเรื่องของผม เมอร์ซิเออร์ โกดาร์ด และผม (ซึ่งไม่ใช่ผม-บางครั้งอักษรศาตร์ก็สร้างปัญหา) การเขียนคือโรคร้าย  ภาษาและถ้อยคำคือเชื้อโรคหลากรูป ทั้งไวรัส แบคทีเรีย อะมีบา  พยาธิ หนอนไหน่   มันฟูมฟักอักเสบอยู่ในเรา ฟกช้ำกลัดหนองบวมพองออกมา ยิ่งเราเขียนเการติดเชื้อกระจายทบทวี ไปตามหลอดเลือดเลี้ยงทุกอวัยวะ การแสดงตัวของถ้อยคำของเราคือโรคร้ายส่วนบุคคลประจำศตวรรษของเรา  มาถึงตอนนี้ผมจะยักย้ายถ่ายเทโณคร้ายนี้ไปไว้ในมือของใคร ผมหรือ เมอร์ซิเออร์ โกดาร์ด หรือผมอาจจะรั้งไว้ในมือของตัวเอง  กล่าวอย่างง่ายการที่ผมปรากฏตัวขึ้นมาในครั้งนี้ได้พังทลายเรื่องราวทั้งหมดลง ถึงตอนนึ้คุณเปลี่ยนจากคนซึ่งกำลังอ่านเรื่องราว(ที่ไม่มีทางจะเป็นจริงขึ้นมาได้) อย่างเป็นจริงเป็นจัง ฉับพลันมีไอ้บ้าคนหนึ่งมาสะกิดคุณว่า ทั้งหมดนั่นโกหกทั้งเพ ทั้งๆที่คุณรู้อยู่แล้วตั้งแต่คุณอ่านมัน  กลายเป็นว่าตอนนี้เรื่องของเรื่องเปลี่ยนจากการผเชิญหน้าอย่างเหนือจริงของนักเขียนที่กลายเป็นตัวละครของนักเขียนอีกคน เป็นเรื่องของนักเขียนคนหนึ่งที่กำลังเขียนเรื่องของนักเขียนสองคน  การณ์กลายเป็นว่าผมทำให้พวกคุณหัวปั่นจากการปรากฏตัวของตัวผู้เขียนซึ่งมีอยู่แต่ทำเสมือว่าไม่มีอยู่

ทีนี้เราจะเอายังไงต่อผมใคร่คิดถามคุณ ธาตุเบื้องต้นในหัวผมร่อยหรอลงไปมากแล้ว หนังของโกดาร์ด เพลงของนีน่า ซีโมน หรือกระทั่งบุคลิกของทรนง ศรีเชื้อ ถูกผมขุดขึ้นมาคลุกเคล้ากัน (มันน่าสะใจพิลึกที่ผมทำให้ทรนง ศรีเชื้อได้เจอกับฌอง ลุค โกดาร์ด โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ กราบขอบพระคุณอำนาจแห่งอักษรศาสตร์)  มาถึงตอนนี้ผมรู้สึกราวกำลังยืนอยู่ตรงปากเหว เหล่าตัวละครไล่ตามผมมา สองคนในนั้นเป็นนักเขียนเสียด้วย!  ผมทำให้พวกเขาเชื่อมโยงกันอย่างแนบสนิทไม่ได้ เรื่องอันไม่กลมกลืนนี้ได้แตกแยกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เข้ามาทิ่มแทงความไม่เอาอ่าวของผม (เจี๊ยวที่เล็กของผม)  ถึงตอนนี้นักเขียนสองคนที่ผมเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาอาจกำลังเยาะหยันผมในใจเรื่องที่ผมไม่สามารถจะให้การผเชิญหน้าของเขาเข้มข้นขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้

“ผมว่าผมเขียนได้ดีกว่าคุณนะ คุญนัดเขียน”

ท้ายที่สุดแล้วผมถูกกำหนดควบคุมโดยตัวละครที่ผมสร้างขึ้นมากับมือ  พม่าที่ตายในห้องสี่ศูนย์หก ต้องการชื่อเรียกที่แน่นอน ผมเรียกเขาในฐานะมวลชน ‘คนพม่า’  คนไหนๆมันก็เหมือนกันไปปมด  ตัวละครของผมเป็นเพียงภาพร่างคร่าวๆไม่จริงจังของนักเขียนขี้เท่อซึ่งเสแสร้งแกล้งว่าเข้าใจโลกทั้งใบ  ดัดจริตจะพูดเรื่องประเทศพม่า จากข่าวไม่กี่ชิ้นกับจินตนาการเชิงโรแมนติกส่วนตัว แค่ประแดะจะพูดเรื่องการเมืองให้ดูโก้เก๋   ตอนนี้พวกตัวละครพากันมาชี้หน้าต่อว่าผม โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวผมพลัดตกลงจากแป้นพิมพ์ร่วงหล่นลงไปในโรงแรมอัลฟ่าวิลล์ และถูกข่มขู่ ทำให้อาย ทำร้าย ทำลายจากตัวละครของผม และคุณ

ใช่แล้ว ความข้อนี้คุณรู้อีก เรามีโลกสามใบที่วางอยู่เรียงเคียงกัน โลกของผมผู้เสกสรรค์ปั้นแต่งโกหกพกลม โลกของโรงแรมอัลฟ่าวิลล์ (ซึ่งเสมือนตั้งอยู่เดียวดายไม่สัมพัทธ์สัมพันธ์กับสถานที่อื่นใด  ไม่มีทำเนียบรัฐบาล ไม่มีกำแพงเมืองจีน ไม่มีทะเลทรายโกบี ไม่มีกรุงคาบูล ไม่มีหอไอเฟล มีเพียงโรงแรมอัลฟ่าวิลล์ในโลกที่แบนเหมือนแผ่นกระดาษ โลกที่บรรดาตัวละครอาศัยอยู่  ตอนนี้โลกทั้งสองใบถูกเชื่อมโยงกันแล้ว ผนังบางๆของมันหลอมเหลวเข้าหากัน ผมจึงร่วงหล่นลงไป  ทีนี้ก็มาถึงโลกใบสุดท้าย โลกที่คุณคนอ่านอาศัยอยู่ โลกที่คุณนั่งอ่านเรื่องนี้ในเก้าอี้นุ่มสบายที่บ้าน หรือระหว่างนั่งรอหมอตรวจในโรงพยาบาลพลุกพล่าน บนรถไฟที่มุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง หรือต่อให้เป็นบนชั้นหนังสือในร้านหนังสือ  เป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่าโลกของคุณไม่มีทางถูกย่อยสลายรวมกันได้ เพราะนักอ่านที่ดีย่อมต้องกันตัวเองออกจากสิ่งที่เขาอ่าน อย่างน้อยก็เพื่อมองมันในฐานะเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง  อาจจะเพื่อเขียนเกี่ยวกับมันหรือกระทั่งแค่พูดกับเพื่อนว่าหนังสือเล่มนี้มันห่วยสิ้นดี !  และต่อให้คุณเป็นนักอ่านที่ไม่เอาไหน  จากสิ่งที่คุณได้อ่านไปก็ไม่ยากที่จะประเมิน  คุณจะย่อมไม่มีทางยอมตกหลุมพรางทางภาษาของเรื่องที่เห็นกันอยู่ว่ามีช่องโหว่อย่างแน่นอน

กลับมาที่ตัวละครของเราดีกว่า ในที่สุด นักเขียนทั้งสองคนได้รู้ความจริงแล้วว่าที่แท้พวกเขาไม่ได้มีอยู่โดยตัวของเขาเอง  เป็นแค่ตัวละครของกันและกัน พวกเขาเป็นเหมือนปลายเชือกคนละข้างของเชือกที่ยาวมาก มันถูกพันม้วนไว้อย่างไร้ระเบียบในห้องเก็บของทีชื่อว่าโลก(แน่นอนผมหมายถึงโลกใบที่สอง) บางส่วนก็ม้วนเป็นปม ส่วนที่พันเอาไว้ก็ระเกะระกะ ก่อนหน้านี้พวกเขาเลยไม่คิดเรื่องนี้ ทั้งคู่ต่างเสกสรรค์ปั้นแต่งแล้วคิดเอาว่า เขาอยู่ข้างนอกปมเชือก เขาเขียนถึงชีวิตของผู้อื่น  เขียนถึงกันและกัน โดยยกเอาส่วนหนึ่งในตัวของตัวเองใส่ให้อีกคนหนึ่งสร้างภาพพจน์หมดจดให้กันและกัน  อา ผมคลำมาจนเจอปมเชือกสำคัญแล้ว  ทีนี้ผมก็พูดได้แล้วว่า พวกเขาเป็นพ่อลูกกัน !!!

“คุณกับผม เราเป็นพ่อลูกกัน” เมอรซิเออร์โกดาร์ดกล่าวกับผมราวกับเพิ่งตระหนักเรื่องนี้ขึ้นมาได้   เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กันกับผม หนำซ้ำเขาอาจจะคิดว่าเป็นผมที่เขียนสิ่งนี้ยัดใส่ปากเขา

“ผมหมายถึงในทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ทางกายภาพ” เขากล่าวต่อ รู้สึกว่ารอดพ้นจากห้วงวิกฤตมาด้วยถ้อยคำเล็กๆ

“คุณจะบอกว่าความคิดของคุณ ความเชื่อและทัศนคติบางประการของคุณไหลอยู่ในตัวผม”

“ใช่ แต่หมายถึงในทางตรงกันข้ามด้วย”

“ผมขอแบ่งบุหรี่จากคุณหน่อยได้ไหม”

พวกเขายังคงนั่งในลอบบี้ทั้งๆที่เขาคิดว่าเขาต้องลุกไปแล้ว  (อย่างน้อยท้ายบทที่แล้วเขาก็เชื่อเช่นนั้น) มาถึงตอนนี้เขาทั้งคู่กลับกลายเป็นมิตรกันเพียงเพราะการโผล่ขึ้นของตัวร้ายรายใหม่ ในฐานะผู้เขียน  คนที่เขียนเรื่องของเขาแล้วฟันธงกับคนอ่านว่าพวกเขาเป็นพ่อลูกกันทางจิตวิญญาณ  ควันบุหรี่ลอยอ้อยอิ่งเหนือคนทั้งคู่ มันหนาทึบราวกับหมอก  เขาพูดสั้นๆกับเมอร์วิเออร์โกดาร์ด

“สิ้นไร้หนทางหลบหนี”

“กล่าวมิผิด  แต่ถ้าจะให้ถูกต้อง หากเราเป็นพ่อลูกกันจริง เราย่อมเป็นพ่อลูกกับเขาด้วย  อย่าลืมสิว่าทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้มาอย่างไร้สาเหตุ  ถ้าเราเป็นวิวัฒนการ กระทั่งการกลายพันธุ์ของกันและกัน นั่นเท่ากับว่าไอ้หมอนั่นต้องกลายพันธุ์มาจากอะไรสักอย่าง มนุษย์มีประวัติศาสตร์และมันคือคำสาป เพราะประวัติศาสตร์จะยืนหัวโด่ทนโท่ต่อหน้าทุกการตัดสินใจของเรา  ปราศจากซึ่งเจตจำนงเสรี เราถูกล่ามโซ่โดยประวัติศาตร์อันยาวนาน ทั้งในเรื่องที่เราเรียนรู้ได้และไม่ได้ ในทุกๆคำพูด ทุกๆการกระทำ การที่นายมาที่นี่ ตอบรับการมาที่นี่ ถูกเขียนขึ้นโดยเขา  นั่นเท่ากับว่า เขาเองอาจถูกสั่งจากอะไรสักอย่างให้เขียน เราคือหนูที่วิ่งอยู่ในเขาวงกตของชีวิต ทางเลือกมากหลายที่มีมาถูกกำหนดมาแล้ว เราพลิกหนังสือผจญภัยตามใจเลือก แต่ใครสักคนเขียนก่อนเราจะมาอ่าน ชีวิตเราคือปรนัยแห่งประวัติศาสตร์!”

“คุณพยายามเล่นลิ้นทางภาษาศาสตร์อีกแล้ว แต่หากเป็นเช่นนั้น ผมก็ไม่ต้องรับผิดชอบในทุกการเลือก   ผมแทงคุณตายตรงนี้มันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ทุกอย่างถูกโยนกลับไปหาไอ้คนเขียนนั่นได้ เฮ้ขอมีดหน่อย”

มีมีดอยู่เล่มหนึ่งบนโต๊ะอาหาร  มีดปลายป้าน ที่เอาไว้ทาเนยลงบนขนมปัง ผมไม่ได้จงใจจะบอกเขา  ข้อความนี้ที่แท้ผมสื่อสารกับคุณ คุณผู้อ่าน แต่เขาย่อมต้องล่วงรู้เพราะผมใช้กระดาษแผ่นเดิมและแถวทางอักษรซึ่งกำหนดรูปแบบมาแต่ดึกดำบรรพ์

“นายถือมีดทำไม”

“ทดสอบความสามารถในการควบคุมของประวัติศาสตร์”

“นายจะไม่แทงฉัน  นายเรียนรู้มาแล้วจากที่ไหนสักแห่ง ปลายป้านๆนั่นทำอะไรไม่ได้  รวมถึงข้อกฏหมายการฆ่าคนตาย ทั้งหมดมีอยู่ มันถูกจัดเรียงมาอย่างสับสนเพื่อหลอกตาเราว่าไม่มีอยู่”

ผมสมควรต่อเรื่องไปแล้ว บทสนทนานี้ไม่นำพาไปไหน ผมปล่อยให้นักเขียนสองคนถกเถียงเชิงรัชญาปลิ้นปล้อนที่ผมคิดขึ้นมาเอง เขามาจากหัวผมหลอมรวมเป็นคนเดียวกัน แล้วแตกออกเป็นสองเพื่อหลบเลี่ยงการแกะรอยของผู้อ่าน เท่านี้น่าจะเพียงพอ ตัวละครและผมต่างกระหายอยากการกระทำแล้วในตอนนี้

แอนจึงกลายเป็นตัวแปรทั้งหมด!

1 comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: