โรงแรมอัลฟ่าวิลล์ ภาค 2 : บทที่ 3: เสียงของศพในห้องหมายเลขสี่ศูนย์หนึ่ง

บทที่  3 : เสียงของศพในห้องหมายเลขสี่ศูนย์หนึ่ง

 สองศพนั้นนอนเรียงเคียงกันบนเตียงกว้างใหญ่ของห้องหมายเลขสี่ศูนย์หนึ่ง ส่วนกลางของร่างกายยังทาบทับกันอยู่ เปลือยเปล่า ตายขณะเดินทางขึ้นสวรรค์ ม่านเปรอะเลือดสาดกระจายไร้ทิศทาง วูบคิดคำนึงของศพยังคว้างกลางห้วงอากาศอันเหม็นคาว ถามไถ่ซ้ำๆเป็นภาษาอื่นว่านี่มันเหี้ยอะไรกัน

 

ห้องเงียบเชียบจนเกินไป ราวกับเสียงปืนสองนั้นดูดกินทุกมวลเสียงมาใช้ในการระเบิดกระสุน  ทิ้งไว้เพียงสูญญากาศของเสียง เงียบราวกับถ่ายหนังแล้วดูดเอาเสียงทั้งหมดออกในห้องตัดต่อ  เงียบอยู่ชั่วขณะ กระทั่งความทรงจำของคนตายยังอาจได้เปล่งเสียงเรียกขานนามคนรัก

 

ดวงตาของคนสาวนั้นค้างเติ่งหล่อนจ้องมองเพดานสีทึม ที่สาดเงาสลัวรางจากแสงโคมไฟหัวเตียง ร่างของชายหนุ่มกดทับอยู่เหนือตัวเธอฟุบหน้าลงบนไหล่เทน้ำหนักทั้งหมดลงมา  ควันกรุ่นจากรอยกระสุนปืนตรงหน้าผากเธอและหลังหัวของเขายังคงลอยจางๆราวกับเธอจ้องมองมันอยู่   ม้วนตัวอย่างงดงามและร้ายกาจแล้วจางหายไปราวกับพายุใหญ่ที่พัดพาชีวิตของเธอ คนรักของเธอ ความฝันของเธอ ความจริงของเธอ  แผ่นดินของเธอ  ทุกอย่างล่มสลายไปก่อนหน้านี้ หรือไม่เคยมีอยู่มาก่อน

 

หากเงี่ยหูฟังความเงียบคงได้ยินเสียงเธอเรียกชื่อเขาซ้ำๆ  นั่นคือคำสุดท้ายซึ่งเธอเอื้อนเอ่ยก่อนถูกสังหารเหี้ยมโหด  ก่อนที่เธอจะตาเหลือกค้างเธอกำลังจ้องดวงหน้าของเขา ดวงตากร้าวแข็งจากอดีตอัรวร้าว  เอลูบไล้แผลเป็นรอยกระสุนบนแผ่นหลังของเขาเรื่องเนิ่นนานมาแล้วตั้งแต่ครั้งที่เขาและเธอมาจากบ้าน บ้านซึ่ถูกพายุกลืนกินไปคล้ายดั่งความฝัน  บางครั้งชั่วขณะที่เขาและเธอลักลอบมาพบและร่วมหลับนอนกันในโรงแรมนี้ เธอมักหลับแล้วฝันเห็นผู้คน พอ่แม่ของเธอ ญาติพี่น้องของเธอ  พวกเขานั่งอยู่ปลายเตียงจ้องมองด้วยดวงตาตำหนิติเตียน  เธอฝันเห็นภาพของศพที่วางพาดอยู่กลางทุ่งนา ร่างบวมพองกลางแสงแดดสดใหม่หลังฝนตก มันถูกทิ้งให้เปื่อยเน่าโดยไม่มีใครดูแล ผู้คนที่เหลือรอด อ่อนล้าและเศร้าสร้อย พยายามจะสร้างบ้านขึ้นใหม่อย่างง่ายๆ ที่ตายแล้วก็แล้วกันไป คนที่ยังอยู่มีภาระดิ้นรนมากเกินกว่าจะมาสนใจอันใดได้

 

กราร่วมรักคล้ายรถโดยสาร  บ่อยครั้งเธอขึ้นบวนความฝันขณะเขาควบขับบนร่างเธอ  แม่บ้านราคาถูกกับเด็กส่งของที่พูดไทยไม่ชัดทั้งคู่ ลักลอบขึ้นมาใช้ห้องโรงแรมเก่าร้างไร้ผู้คนที่หล่อนเป็นคนทำความสะอาดขั้นต่ำสุด  ขบวนรถไฟสายกระสันพาเธอข้ามไปยังดินแดนที่เธอจากมา รถตู้คอนเทนเนอร์คันใกญ่ที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาว  การบุกกวาดล้างในค่ำคืนอันร้อนทุรน กองกำลังทหารเห็นพวกเธอไม่ใช่มนุษย์ ฉุดกระชากลากเด็กผู้หญิงเข้าไปในป่า  คำว่าชนกลุ่มน้อยมีความหมายคล้ายกับการไม่มีตัวตน  เพื่อนของเธอบางคนอาจอยู่ที่ค่ายผู้อพยพตรงตะเข็บชายแดน ขาดไร้สัญชาติและถูกปฏิบัติในชั้นต่ำกว่าสุนัขตัวหนึ่ง  ความเป็นมนุษย์ที่มีเสรีภาพสำหรับเธอผูกพ่วงกับชาติกำเนิด  กะเหรี่ยงหรือไทยใหญ่ หรือจะอะไรก็ตาม เป็นการตีตราบาปไปชั่วชีวิต  เธอเรียกตนเองว่าคนไม่มีแผ่นดิน แรงงานเงียบใบ้ไร้เสียงในขบวนรถไฟแห่งเพศรส รถไฟชุ่มฉ่ำ เคลื่อนเข้าถ้ำอันอับชื้นสรรพสิ่งดิ่งจมลงในความมืดยินเพียงเสียงกระสุนแหวกอากาศลั่นเปรี้ยง

 

เสียงกระสุนปลุกเขาขึ้นจากภวังค์อันดื่มด่ำ เย็นเยียบหากลุกเป็นไฟ หญิงคนรักอวบอัดเต่งตึงในอ้อมแขน ใบหน้าของเธอกระตุ้นดำกฤษณาไร้สภาพ เสียงกระสุนฉีกกระชากเขาออกจากเธอ พาเขากลับเข้าสู่ป่าลึกลับ ที่ที่เขาเคยมีชีวิตอยู่และถูกฝังกลบไปแล้ว  เขาไม่ได้ยินเสียงกระสุนมานานแล้ว  เขาทำเป็นลืมมันไปเกือบจะได้แล้วด้วย  เขาพบเธอครั้งแรกในตลาด เขาได้ยินเสียงของเธอกลางฝูงชนอันคลคล่ำ  ถ้อยคำคุ้นเคยที่ทำให้เขาต้องหันขวับ สรรพสำเนียงเดียวซึ่งเชื่อมโยงเขากับตัวตนของเขาเอง กระตุ้นตระหนักว่าเขายังมีชีวิต  เด็กสาวกินอยู่หลับนอนอย่างอัตคัตกับเพื่อนอีกจำนวนหนึ่งในโรงงานย่านชานเมืองกรุงเทพ เขาอยากพาเธอไปเที่ยวเชียงใหม่เหมือนที่เขาเห็นในทีวี แต่เพียงเพื่อนของเขาขึ้นรถทัวร์ราคาถูกสุดออกไปจากที่ที่อยู่ก็ถูกตำรวจตรวจบัตรและลากลงจากรถราวกับขี้กองหนึ่ง เขาเดินเข้าไปหาเธอ การทำความรู้จักเป็นไปอย่างเรียบง่าย สองวันต่อมาเธอบอกเขาว่าเธอจะมาลพบุรี งานโรงแรม ที่นายหน้าจัดหามาให้ ทำงานเช้าจรดเย็น แต่อาศัยอยู่ได้ในชั้นใต้ถุนของโรงแรมปลอดภัยจากสายตาสอดส่อง คนไร้แผ่นดินพึงไร้ตัวตนหากยังอยากเหยียบยืนหายใจ   ความรักนำทางเขา เขาจึงกระโจนขึ้นรถตู้ฟิล์มทึบติดตามเธอมาที่นี่  ในประเทศนี้เขาทำงานมาแล้วมากหลาย ขนผัก ฆ่าหมู โรงน้ำแข็ง  ก่อสร้าง งานสกปรกที่สุด  หรือที่สกปรกกว่านั้น  งานที่ทุกคนปฏิเสธที่จะทำ  แต่ต้องการใครสักคนมาทำ  เพื่อที่พวกเขาจะได้นอนหลับ  และเหยียดหยามคนที่ทำ แรงงานไร้นามที่ทำงานอย่างหนักใช้จ่ายทุกหยาดหยดในชีวิตแลกกับค่าแรงราคาถูก  พม่ากลายเป็นดินแดนลึกลับ ภาพการล้อมปราบพระสงฆ์กลางเมืองไร้ความหมายกับเขาอีกต่อไป  แม้มันจะทิ่มแทงเขาลึกๆ  เขามองดูมันและในหนแรกเขาคิดว่ามันเป็นภาพจากดินแดนอื่นหากเขาไม่ได้ยินคำว่าพม่า จากปากสาวหน้าแฉล้มไร้อารมณ์ คืนนั้นขณะเขาร่วมรักกับเธอในความมืดหลังตลาด เขานึกว่าตัวเองอยู่กลางแถวขบวน เสียงอื้ออึงจากทั่วทุกทิศทาง  เขาถูกสิ่งนั้นรบกวนอยู่หลายสัปดาห์แล้วมันก็ค่อยๆเลือนจางไปกับงานการที่หนักหน่วง กระทั่งในครั้งนี้  เขาเข้าใจว่าตัวเองถูกยิงขณะอยู่ในขบวนพระสงฆ์มากกว่าจะตายอยู่บนร่างของหญิงคนรักในโรงแรมรูหนู

 

ความทุกข์เศร้ามีขอบเขตจำกัด  ในห้องหมายเลขสี่ศูนย์หนึ่ง เธอลักลอบนำเขามาทางบันไดหนีไฟ เธอตรวจสอบทางหนีทีไล่แล้วว่าไร้คนอยู่อาศัยเสียทั้งชั้น ห้องสวีทเปิดรับรองคู่รักที่ล้วนมองผ่านไปยังโรงแรมอื่นในเมืองอื่น  แทบจะถูกปิดตายโดยสิ้นเชิง  เธอดูแลห้องพวกนี้ จัดการให้มันอยู่ในระเบียบ หลังการร่วมรักและเขาจากไปเธอจะลงมือทำห้องก่อนจะหลบออกไปเงียบเชียบอีกทาง  ความทุกข์เศร้าจะเจือจางลงในห้องสี่ศูนย์หนึ่ง อาทิตย์ละครั้ง ยามบ่ายอันเงียบเชียบและรื่นรมย์ 

 

ตอนนี้ทุกอย่างเงียบเชียบแล้ว จบสิ้นแล้ว  อีกหน่อยก็จะถูกลืม ศพไร้ชื่อสองศพในห้องสี่ศูนย์หนึ่ง ตายอย่างน่าเวทนาขณะกำลังประกอบกามกิจ  หากจัดการเป็นอย่างดี จะไม่กระทั่งมีข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ 

 

ความเงียบถูกฉีกทึ้งเมื่อจู่ๆโทรทัศน์ก็ติดขึ้นมาเอง อาจเพราะกระแสไฟฟ้าลัดวงจร หรืออาจเพราะภูติผีเรียกหาผู้คนมาช่วย ภาพข่าวบนจอทีวีเปื้อนเปรอะเลอะเลือดรายงานข่าวเขาพระวิหาร และข่าวการเมือง ตลอดครึ่งชั่วโมงนั้น ไม่มีข่าวเรื่องการประท้วงในพม่าหรือพายุไซโคลน เมื่อไม่เคยเกิดขึ้นก็คล้ายไม่มีอยู่

 

วิญญาณของเธอสะท้อนลงบนทีวี ลงมืจัดห้องหับด้วยความหวดกลัวว่าเจ้านายจะมาเห็น พยายามเช็ดเลือดออกจาหน้าจอทีวีแต่ก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง

1 comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: