กระแสสำนึกของวีณา

 

 

เธอชื่อ เด็กหญิงวีณา นักเรียนมัธยม สามทับหก ของโรงเรียนประจำจังหวัดเล็กๆที่ไม่มีใครสนใจ  เธอ อายุ 14 ปี ร่างไม่สูงไม่เตี้ย ไม่อ้วนไม่ผอม ไม่ขาวแต่ไม่คล้ำ เด็กหญิงที่มีลักษณะกึ่งกลางของทุกสรรพสิ่ง  เด็กสาวที่อาจจะเป็นรุ่นที่สองหรือสามของลูกผสมไทย และจีนโพ้นทะเล นามสกุลยาวเฟื้อย ถอดกลับไปยังแซ่เดิมได้เป็นเครื่องหมายบ่งบอกนอกจากหน้าตาแบบลูกจีนของเธอ  ผมสั้นแค่ต้นคอตามระเบียบที่โรงเรียนสั่ง เพิ่งตัดใหม่หมาดเมื่อวานตอนเย็น เพราะเช้านี้มีการตรวจผมนักเรียนก่อนเข้าห้องสอบ ใครที่ไว้ผมยาวผิดระเบียบ อาจหมดสิทธิ์สอบ นี่ไม่ได้ประกาศออกไป แต่เมื่อมีการตรวจผมก่อนเข้าห้องสอบปลอดภัยไว้ก่อนน่าจะดีกว่า เด็กหญิงวีณาสวมแว่นสายตากรอบบาง  นี่คือช่วงปีสุดท้ายของเธอก่อนจะกลายเป็นนางสาว บัดนี้เธอกำลังก้าวเท้าเข้ามาในห้องสอบ ด้วยความรู้สึกประหลาดติดตามมาดุจภูตผี   ฉันนั่งมองเธอจากตรงนี้เห็นความวิตกในดวงตาเธอ เกร็งเล็กน้อย ในกับบรรยากาศที่ทุกสิ่งถูกจัดวางไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย  อาจเป็นที่การสอบ ที่ข้อสอบ ใครๆก็วิตกกันทั้งนั้นตอนสอบ  ฉันรู้สึกผูกพันแปลกๆกับเด็กหญิงคนนี้  ฉันรู้ว่าเธอไม่ค่อยชอบฉัน แต่นั่นก็นับเป็นความผูกพันแบบหนึ่ง  ฉันผูกพันกับเธอ ไม่ใช่แค่เพราะเธอเป็นนักเรียนของฉัน แต่อาจเพราะชื่อด้วย

 

คุณครูวีณานั่งรอฉันอยู่แล้ว นั่งบนเก้าอี้ไม้อัดโครงเหล็ก ข้างหลังลงเลขที่รับวัสดุด้วยปากกาหมึกสีขาว เขียนตัวเลขเรียงลำดับที่ไม่ใช่จำนวน ซึ่งมีไม่กี่คนรู้ความหมาย เลขรหัสรับรองความถูกต้อง ทางโรงเรียนคงกลัวว่าเก้าอี้จะสูญหาย เขาจึงต้องกำกับเลขไว้ ทั้งที่ฉันนึกไม่ออกว่าจะมีใครสักกี่คนที่อยากขโมยเก้าอี้ที่มีตัวเลขเปื้อนหมึกขาวน่าเกลียดพวกนี้  ตรงหน้าครูวีณาเป็นโต๊ะไม้ที่ไว้วางหนังสืออุปกรณ์การสอน ( และตัวเลขปากกาหมึกสีขาว บนขอบโต๊ะ )  ถัดมาคือแถวอันยาวเหยียดของโต๊ะและเก้าอี้ ระบุหมายเลขที่นั่งสอบด้วยกระดาษเขียนสีเมจิก ปิดทับด้วยเทปใส ฉันรู้สึกอึดอัดทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา อาจเพราะเธอกำลังจับจ้องมองฉันอยู่  ครูวีณาสอนภาษาไทย และเป็นคุณครูประจำชั้นของฉันเอง อาจเพราะเรามีชื่อเหมือนกัน มันจึงกลายเป็นประเด็นสำหรับเพื่อนๆเวลาต้องการล้อเลียน  ระบายอารมณ์  หรือ ตอบโต้การกระทำของครู มันไม่ใช่ความผิดของครู หรือแม่ที่ตั้งชื่อฉันเหมือนครู แต่มันต้องมาลงที่ฉันอยู่เรื่อย  ฉันถูกดึงเข้ามาในวงจรของการล้างแค้นไม่สุดสิ้นเพียงเพราะฉันมีชื่อเหมือนกันกับครู  กลายเป็นรูระบายความกลัวที่เพื่อนๆมีต่อเธอ    แต่นั่นไม่สำคัญ เธอกำลังจ้องฉันอยู่ ฉันมองหาหมายเลข สิบสาม ที่นั่งสอบของฉัน ข้อสอบวิชาสังคมว่าด้วย ประเทศของเราที่ ฉันไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง

 

วีณาเดินทางมายังคฤหาสน์หลังนี้ในฐานะคนรับใช้หลังจากแม่ของเธอตายลง กระซิบฝากความลับบางอย่างเกี่ยวกับชาติกำเนิดของเธอ สามวันหลังแม่ตาย มีรถยนต์คันหรูรับเธอมาที่นี่ ราวกับมีชะตากรรมรออยู่ ที่นั่นเธอถูกปฏิบัติเยี่ยงคนรับใช้ ไม่มีใครยกเว้นคนรับใช้ด้วยกันที่ยินดีปรีดากับการมาถึงของเธอ วีณาเป็นส่วนเกินที่ทุกคนรังเกียจและรุมแกล้ง วีณาผู้กุมความลับบางอย่างของคฤหาสน์ นี้อยู่ วีณาที่โดนจับจ้องมองโดยท่านชาย ผู้เย่อหยิ่งและปึ่งชาราวรูปสลัก

 

เด็กหญิงวีณากำลังทำข้อสอบ เธอนั่งโต๊ะหมายเลขสิบสาม  มือข้างขวา หมุนปากกาไปมา ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ พยายามจะทำสองอย่าง คืออ่านหนังสือนิยายในมือ และพยายามจ้องมองเด็กหญิงวีณาที่ไว้ผมตามระเบียบพอดีกับต้นคอ หวังจะเขียนบรรยายลักษณะของเธอในอากาศ แน่นอนใครจะต้องการเป็นครูภาษาไทยในโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดไปชั่วชีวิต  ฉันไม่อยู่จนเกษียณแน่ ถ้าแม่ไม่กลัวว่าจะไม่ได้สวัสดิการการรักษา ฉันคงไม่ต้องมานั่งคุมสอบแบบนี้ ไม่ต้องมาเป็นข้าราชการเซ็งใส่ชุดสีกากีตลกๆแบบนี้   ที่จริงแล้ว ฉันกำลังเป็นนักเขียนฝึกหัด การสอนคืองานที่ฉันทำเพื่อฆ่าเวลาระหว่างฝึกหัดเขียนหนังสือเท่านั้น  และนี่วันสุดท้ายของการสอบปลายภาค เสร็จจากนี้ ฉันจะตรวจข้อสอบให้เสร็จและใช้เวลาทั้งหมดกับการเขียน เด็กหญิงวีณาก็เป็นแบบฝึกหัดหนึ่งของการเขียนของฉันเท่านั้น การบรรยายลักษณะท่าทางของเธอเป็นแบบฝึกหัดที่ดีของฉัน  เช่นเดียวกับ วีณา  ที่ฉันจะวิเคราะห์ถึงสิ่งซึ่งซ่อนลึกอยู่ในเธอ  ในนิยายประโลมโลกพวกนี้  ซึ่งฉันเชื่อฝังใจว่ามันคือรูปแบบหนึ่งของการชดเชยความกลัว ในอาณาจักรแห่งความกลัวอันกว้างใหญ่ไพศาล

 

สิบสามจากสามสิบ ฉันทำได้เท่านี้แหละ  ตรวจนับความมั่นใจคร่าวๆ เท่าที่แน่ใจแค่สิบสามในสามสิบ แต่เอาเถอะข้อสอบปรนัย ให้โอกาสมากกว่านั้นเสมอ  สิบเจ็ดข้อที่เหลือ ฉันใช้หลักพื้นฐานแห่งความน่าจะเป็นเลือกระหว่าง คำตอบทั้งสี่ ข้อที่คุ้นหูที่สุด บ้าง ไม่คุ้นหูที่สุดบ้าง ดวง นั่นสำหรับข้อที่ฉันไม่รู้อะไรเลยทั้งคำถามและคำตอบ นับจำนวน แต่ไม่ทวนซ้ำ สิบสามในสามสิบ ฉันทำได้เท่านี้ หลับตาลงมองเห็นภูตผีปีศาจกระโจนออกมาจากข้อสอบเหมือนควันสีดำพวยพุ่งบิดเป็นเกลียวคลี่สายคล้ายนิ้วมิอหงิกงอลูบไล้รอยหยักในหัวฉันเคาะหาเศษความรู้ในซอกสมอง ซึ่งมีเพียงเล็กน้อยและสากระคายเหมือนเศษทรายในรองเท้า  ครั้นพอลืมตาขึ้นก็สาบสูญ นิ้วมือรมควันพลันใสจนมองทะลุเห็นทรงผมสุดเชยของครูวีณา  สามสิบนาที ฉันเหลือเวลาสามสิบนาที วัดจากนาฬิกาเรือนใหญ่ด้านหลังครู ซึ่งเป็นนาฬิกาเรือนหลักในการจับเวลา เร็วกว่านาฬิกาข้อมือของฉัน สิบนาที ในความเป็นจริงฉันควรทบทวนข้อสอบทั้งหมดซ้ำ แต่เปล่า ฉันรู้สึกว่านี่มันเหลือทน  มีสิ่งเดียวที่มั่นใจคือคะแนนของฉันจะไม่เท่ากับสิบสาม แน่นอนฉันอาจตอบผิดกระทั่งในสิบสามข้อที่ฉันมั่นใจ แต่มันต้องมีข้อที่ฉันได้คะแนนมาเปล่าๆทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย แล้วฉันกับครูวีณา หรือครูสุดาสอนสังคมก็ไม่ใส่ใจด้วย พวกเขาออกข้อสอบ ฉันทำ คะแนนไหลพรูผ่านไส้ดินสอดำฝนคำตอบ ตัวเลขเป็นเครื่องหมาย เป็นตราประทับ เป็นความอุ่นใจว่าพวกเขายอมรับได้ว่าฉันมีความรู้เกี่ยวกับ ประเทศของเรามากพอ  ทั้งๆที่ฉันจำหน้าตาก๋งตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

วีณากำลังร้องให้ เธอร้องให้ไห้กับชะตากรรมของตัวเอง ร้องให้ที่เธอต้องจากบ้านสวนร่มรื่นของเธอมาอาศัยในห้องหับคับแคบ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า   คุณแข่งแข คู่รักของท่านชายเพิ่งกลั่นแกล้งเธออย่างเมื่อเช้านี้ สาดน้ำแกงใส่เธอเพราะมันไม่ถูกปาก ยิ้มเหยียดมุมปากดูถูกไปถึงแม่ของเธอ  ” นางสันดานไพร่ อย่างแกคงได้แต่เป็นไพร่ไปชั่วชีวิต !  ”   เธอไม่ได้ตอบโต้ยืนน้ำตาคลอหน่วยอยู่ตรงนั้น ท่านชายเองก็ทำอะไรไม่ได้ ขณะแข่งแขร้องกรี๊ดๆ  สั่งให้ท่านชายขับไล่ใสส่ง วีณา  ”  ถ้าคุณต้องการให้ดิฉันไปจากที่นี่ ดิฉันก็ยินดี ”  วีณาพูดทั้งน้ำตา  ท่านชายประกาศกร้าวต่อหน้าแข่งแข หม่อมลัดดา ผู้เป็นมารดา และไขศรี น้องสาว ว่าเขาจะไม่ยินยอมให้วีณาไปจากที่นี่  ลับหลังท่านชาย ในห้องหับคับแคบ เธอร้องให้อย่างหมดหัวใจ ร้องให้เพื่อจะปลอบประโลมให้เข้มแข็งขึ้น ร้องให้ให้ชะตากรรมไพร่ของเธอเอง

 

ฉันหยุดอ่านที่ตรงนี้ คาดเดาเส้นทางของเรื่องได้ไปจนจบ มันก็แค่ความพาฝันซ้ำๆเก่าๆ ที่แปะฉลากนิยายน้ำน่า ให้ความบันเทิงที่สิ้นสุดลงแทบจะทันทีพร้อมกับที่ย่อหน้าสุดท้ายสิ้นสุดลง ไม่มีความหมายอะไรนอกจากสร้างความชุ่มชื่นใจให้เด็กสาวรุ่นในยุคสมัยสองพันสี่ร้อยปลายๆ  บางทีนักเขียนหญิงท่านนี้อาจนั่งในห้องโอ่โถง เขียนนิยายฆ่าเวลาขณะคนรับใช้ทุกข์ระทมอยู่กับกองเสื้อผ้า รอคอยสามีมารับออกไปทานมื้อเย็นนอกบ้าน เกษมสำราญกับงานราตรีสุดหรู ในชุดผ้าไหมสีเลื่อม ผมตั้งกระบังพองฟู นักเขียนหญิงร่างท้วม เริ่มย่างเข้าสู่วัยชราใบหน้ายิ้มแย้มใจดี เขียนถึงคนชั้นต่ำที่สุด คนสกุลกาที่กลายเป็นหงส์ในตอนจบ วิธีการเดียวที่เธอจะดับความหวาดกลัวที่มีต่อตัวละครนี้ได้ คือทำให้ หญิงผู้นี้กลายเป็นเช่นเธอ  เธอจึงรจนางานชิ้นนี้ขึ้น  แต่ฉันกลับรู้สึกแปลกออกไปไม่ใช่กับหนังสือเล่มนี้ แต่กับนิยายทำนองนี้และความหมายซ่อนเร้นของมัน  เหลือบมองไปทางวีณา นั่นเธอทำข้อสอบเสร็จแล้ว ? นั่งควงปากกาเล่น  กระดิกเท้าขวาช้าๆตามจังหวะเสียงเพลงที่เธอคิดขึ้นเองในหัว  ฉันควรจะบรรยายถึงสิ่งทีเธอคิดไหม ด้วยสำนวนปลายปีสองพันสี่ร้อย หรือสำนวนปัจจุบันดี 

 

เธอกำลังจ้องมองฉัน คุณครูวีณาจ้องมองฉันเป็นพักๆหลังจากเงยหน้าจากหนังสือนิยายนั่นนานๆครั้งเธอจะเดินตรวจไปรอบๆระหว่างแถวของนักเรียน ฉันแสร้งทำว่ากำลังทำข้อสอบอย่างมุ่งมั่นทั้งที่ฉันไม่ได้คิดถึงข้อสอบอะไรนั่นสักนิด  ครูวีณาคะ ครูวีณาจะรู้ไหมว่า หนูรู้แล้วว่าการสอบไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรเกี่ยวกับความรู้เลย นอกจากออกใบรับรองให้กับมัน ฉันว่ามันไม่ได้มีความหมายหรอกว่าเราจะรู้อะไรมาบ้าง  มันทำให้ฉันนึกถึงโรงเรียนกวดวิชา ที่อาจารย์พยายามเก็งข้อสอบให้กับเรา เราต้องรู้ว่า ตรงไหนที่จะออกสอบ ไม่ใช่ตรงไหนที่เราควรจะรู้ แม้มันจะมีตรรกะง่ายๆว่า ส่วนที่เอามาสอบย่อมต้องเป็นส่วนที่เราจำเป็นต้องรู้ แต่ใครก็รู้ว่าบางที อาจารย์ก็แค่หาเรื่องยากๆมาทดสอบเราเพื่อจะได้แสดงอำนาจนั่นแหละ แล้วมันจะเหลือประโยชน์อะไร ฉันนึกไม่ออกจริงๆว่าคำตอบของข้อยี่สิบห้าที่ถามว่า กรุงศรีอยุธยามีอายุกี่ปีจะถามไปเพื่ออะไร ซึ่งครูไม่เคยถาม และบางทีครูก็ไม่รู้มากไปกว่าที่หนังสือเขาบอกไว้  แน่ล่ะฉันจำไม่ได้เองจะโทษใคร แต่ใครจะเชื่อว่าตัวเลขพวกนี้มันสำคัญจริงๆมากกว่าที่จะต้องรู้ว่าทำไมกรุงถึงแตก  เหตุผลข้อเดียวที่ฉันนึกออกในการจัดการสอบ คือการจับพวกเรามาตีตราเหมือนวัว ประทับตาสิบสองครั้ง และอีกสี่ครั้งพิเศษในรั้วมหาวิทยาลัยสำหรับยกระดับตัวเองไปอีกชนชั้นหนึ่ง กระบวนการฟอกสีอันหมดจดงดงาม ฉันตัวเผือดอยู่กลางข้อสอบพวกนี้ ท่ามกลางเพื่อนผู้มุ่งมั่น ครูวีณาสาวโสดอารมณ์ร้ายและนิยายประโลมโลกของเธอ

 

แล้วคุณทนายก็เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับวีณา  เรื่องที่ว่าพ่อของเธอถูกขับออกจากตระกูลเพราะไปตกหลุมรักสาวชาวบ้าน เขาตรอมใจตายอย่างโดดเดี่ยวในประเทศจีนตามคำสั่งเจ้าคุณปู่ที่ส่งตัวเขาไปในทันทีที่มีเรื่อง  แม่ของวีณาไม่ยอมปริปากเรื่องลูกสาวในท้อง เธอเป็นเพียงสาวชาวสวน และเลี้ยงดูลูกของเธออย่างเจียมตน สำนึกในบุญคุณของบ้านนี้ที่เคยชุบเลี้ยง แม่เธอตายไปทั้งใจยังเป็นทาส  เจ้าคุณปู่เองก็เสียใจที่ส่งลูกชายไปตายที่เมืองจีน แต่หม่อมลัดดา สะใภ้รองกลับถือว่านี่เป็นโอกาสอันดี ท่านชายนั้นที่แท้เป็นเพียงลูกนอกสมรสของหม่อมลัดดากับสามีเก่า ก่อนพบกับคุณเปรม ผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าชายของวีณา  คุณเปรมเองก็หวาดกลัวสองแม่ลูกอยู่ลึกๆ แล้วสั่งให้ทุกคนลืมเรื่องนั้นเสีย ลืมเรื่องการเสียชีวิตอันเป็นปริศนาของเจ้าคุณปู่  หันมาตกหลุมรักลูกชายติดแม่อย่างหัวปักหัวปำ ท่านชายถูกเลี้ยงมาโดยไม่รู้ความเป็นไปในบ้านเลย หูตามืดบอดสนิท มีเพียงหม่อมลัดดาเท่านั้นที่กุมความลับเอาไว้ แต่หล่อนหวาดกลัวเกินไป และคิดเอาว่า การใส่ร้ายป้ายสีย่ำยีบีทา วีณาจะทำให้หล่อนต้องออกจากบ้านไปเหมือนกับแม่ของหล่อน  หม่อมลัดดากำลังจะทำสำเร็จด้วยซ้ำ ถ้าไม่เกิดความผันแปรบางอย่างขึ้น และพินัยกรรมที่แท้ของเจ้าคุณปู่ถูกเปิดออกอ่าน เจือคำสารภาพบาปทางใจอย่างหมดเปลือก หม่อมลัดดาพบว่าการปกปิดไม่ช่วยอะไร  นอกจากจะทำให้ไขศรีลูกสาวของตัวสุดท้ายกลายเป็นบ้าไปทั้งๆที่หล่อนก็มีศักดิ์และสิทธิ์เท่าๆกันกับวีณา ภาพสุดท้าย วีณาเดียวดายในห้องน้อยครุ่นคิดถึงคฤหาสน์หลังนี้ อาณาจักรที่ความกลัวครอบงำยาวนานสามชั่วรุ่น เจ็ดสิบห้าปี

 

หนังสือไม่เลว ฉากจบของมันทำให้ฉันละอายใจที่ร่างภาพนักเขียนหญิง(ที่ฉันไม่รู้จัก ) ไปในทางร้ายและหยามหยัน  ฉากจบทำให้ฉันสะอึก เพราะมันไม่ได้จบสวยสดงดงามพาฝัน นั่นอาจทำให้นิยายเล่มนี้ถูกลืมไป เพราะคนไม่ชอบเรื่องเศร้า ยิ่งเป็นตอนจบด้วยยิ่งแล้วใหญ่  แม้ว่าจะเป็นที่พูดกันอยู่ในแวดวงนักอ่านถึงความหมายเร้นลึกในนิยายเรื่องนี้  แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่ฉันจับความอะไรไม่ได้เลยนอกจากรู้สึกกับฉากจบอยากรุนแรง เด็กหนุ่มสาวในห้องสอบสะอาดเรียบร้อย ในอาณาจักรแห่งความกลัว ที่กัดกินเรายาวนาน ฉันเหลือบมองเด็กหญิงวีณา  เด็กชายประเสริฐ เด็กหญิงระเบียบ เด็กชายสรวุทธ มองเห็นความกลัวเกาะกินทุกใบหน้า สูบกินเลือดเนื้อชีวิตของเด็กๆมัธยมสาม สอดใส้มาในรูปแบบของวาจาหยาบช้าของนางร้าย หรือข้อสอบวิชาสังคม คนหนึ่งๆ มีความกลัวเป็นส่วนตัว และทำแทบตายเพื่อจะทำลายความกลัวนั้นลงแต่ไม่มีใครทำอะไรได้มากไปกว่าการออกใบรับรองความปลอดภัย เพื่อให้ความกลัวบรรเทาลง ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกัน

 

ครูวีณาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างหลังจากที่ฉันมองออกไป  ควันสีดำลอยฟ่องขึ้นไกลๆหลังตึกเรียน อาจเป็นคุณลุงภารโรงเผาขยะเศษใบไม้ สีเทาดำของมันบิดเข้าแล้วคลี่ขยาย ม้วนเข้าและบิดออก เหมือนปีศาจเต้นรำอย่าสดชื่นหลังการกลืนกินด้วยการมอดไหม้ มันแผ่ขยายออกทุกทิศ  นิ้วมือผอมเกร็งของควันไฟเหยียดออกอย่างนุ่มนวล ราวกับมือของป้าแก่ๆที่เคยเป็นกุลสตรี พวกป้าที่สูญเสียวัยสาวไปกับการหวงตัว โดดเดี่ยวลำพัง ในบ้านน้อยฉาบรอยยิ้มอุ่นหวาน ที่พร้อมจะกราดแกรี้ยวทุกเมื่อ  ฉันคิดว่าตาฝาดไป ตอนที่กริ่งเตือนภัยดังขึ้น นักเรียนสะดุ้งเฮือกเงยหน้าจากข้อสอบมองกันและกัน  มือป้ากราดเกรี้ยวเงื้อมง้ำเข้ามาในห้อง ทุกคนหันมองครูวีณา ที่กำลังเลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก

 

……………………………………………………..

 

เพลิงโหมไหม้อาคารห้า วอดไปทั้งหลัง โหมลามมาถึงอาคารที่เด็กหญิงวีณาทำข้อสอบ ทุกคนหนีได้ทันโดยไม่มีใครเป็นอะไรบางคนบาดเจ็บเล็กน้อยตอนแย่งกันลงบันได  นอกจากกระดาษข้อสอบวิชาสังคม อาคารกึ่งปูนกึ่งไม้ เก้าอี้และโต๊ะลงรหัสด้วยหมึกสีขาว หนังสือนิยายประโลมโลกย์ของครูวีณา และความกลัวของทุกคน วอดวายในเปลวไฟร้อนเร่า นักเรียนถูกเกณฑ์ลงมารวมกันที่สนามฟุตบอล รถดับเพลิงวิ่งพล่านตลอดทั้งวัน ไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริง แต่มีข่าวลือมากมาย ตั้งแต่ เรื่องที่ว่า ลุงภารโรงเผาใบไม้แล้วดับไฟไม่สนิท ลมฤดูร้อนพัดเถ้าใบไม้ที่ยังลุกติดไฟลอยเข้าไปในอาคารห้าที่ไม่ได้ใช้เป็นห้องสอบ บ้างว่ามันเป็นกระแสไฟฟ้าลัดวงจรจากห้องครูใหญ่ที่ไม่อยู่ในวันนั้น แกชารจ์แบตมือถือทิ้งไว้ แล้วออกไปข้างนอก ล๊อคกุญแจจากด้านใน ซ้ำเปิดแอร์ทิ้งไว้ให้ห้องเย็น เตรียมสำหรับเข้ามาทำงานช่วงบ่าย แต่บางข่าวก็โยงใยไปเรื่องการเมือง ตั้งแต่การเมืองท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศใครสักคนตกเป็นเครื่องมือใครสักคน ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร เด็กทุกชั้น ทุกคนก็ต้องทำข้อสอบวิชาสังคมใหม่อยู่ดี  

 

เช้าวันสอบซ่อมในโรงยิมที่ดัดแปลงมาใช้แทนอาคารเรียน เด็กหญิงวีณาเหม่อมองเพดานสูง ที่เป็นโครงเหล็ก โรงยิมยามสายเริ่มกลายเป็นเตาอบ อบนักเรียนมัธยมสามและครูสาวอีกหนึ่งคน  เธอกำลังคิดถึงสายวันที่พระเพลิงพิโรธ  เปลวสีแดงร้อนจ้ากลางท้องฟ้าสีฟ้า ความกลัวพุ่งจู่จับหัวใจ เช่นเดียวกับครูวีณาที่กำลังจ้องมองนักเรียนด้วยดวงตาว่างเปล่าเธอเหม่อลอยคิดถึงหนังสือเล่มที่สาบสูญในกองไฟ เธอได้มันมาจากร้านหนังสือมือสองและเปล่าประโยชน์จะไปหาเล่มใหม่ หนังสือไม่ดังของนักเขียนไม่ดังในประเทศที่ไม่ดังย่อมสาบสูญไปในหล่มหลุมของประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทย ซึ่งจะว่าไปอาจคล้ายชั้นหนังสือเปล่าๆ ที่มีหนังสือกองอยู่ไม่กี่เล่ม เธอคิดถึงวีณา ตัวละครพ้องชื่อในหนัง คิดอย่างเศร้าๆว่าทำไมเธอถึงไม่ออกจากคฤหาสน์นั้นและมีชีวิตของเธอเอง เธอมองเห็นความกลัวของทุกคนยกเว้นของตัวเอง บางทีเราทุกคนก็เป็นเช่นนั้น ความกลัวติดตัวเป็นเจ้าเรือนมาแต่กำเนิด ถูกโหมกระหน่ำซ้ำซ้อนด้วยการมีชีวิต เธอคิดถึงวันที่ไฟไหม้ เด็กหญิงวีณาก็คิดถึงวันที่ไฟไหม้ แต่กระแสสำนึกที่ไม่ไหลเป็นเส้นตรงพัดพาเอาความคิดอื่นๆเข้ามา อีกสามวันเธอจะครบสิบห้า เป็นนางสาวเต็มตัว และนั่นคือความกลัวที่รอคอยเธอเงียบๆ เหมือนงูซ่อนซุ่มในพงหญ้า ปัดความกลัวเรื่องวันที่อาคารห้าและสี่กลายเป็นเถ้าถ่านในเปลวเพลิงแดงฉานให้เลือนไป ความกลัวเฉพาะบุคคลสำคัญกว่าเสมอ เหมือนที่ครูวีณากำลังกลัว เมื่อเธอทอดตามองนักเรียน ที่อีกไม่นานจะจบชั้นมัธยมสามไป เหลือแต่เธอ แก่และเศร้าอยู่ในโรงเรียนนี้ไปตลอดชีวิต  ไฟไหม้กี่ครั้ง อ่านหนังสือจบกี่เล่ม ความกลัวอันเงียบเชียบและร้ายกาจก็ไม่เคยจางลง มันกลับทวีความเข้มข้นขึ้นตามช่วงเวลาที่ผ่านเลย

 

แดดสายทอดตัวส่องสว่างเบื้องนอก เก็บกักความกลัว และจินตนาการไร้ควาหมายไว้ในโรงยิมเพดานสูงอันเศร้าสร้อย

 

 

10 สิงหาคม 2550

SCENE FROM  KES directd by KEN LOACH

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: