บ่ายวันที่ลำลึงค์แข็งชูชัน

 

ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนั้นล้วนทอประกาย สว่างไสวในแดดร้อนของบ่ายวันอาทิตย์ แสงแดดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ลูบไล้รัดรึงข้าวของที่กระจัดกระจาย  ผนังสีขาวเปล่าเปลือยสว่างจ้า เพ่งมองเพียงนิดก็อาจทำร้ายดวงตาจนต้องร้องให้  โต๊ะเขียนหนังสือหันหน้าหาหน้าต่าง ข้าวของบนโต๊ะดูดซับแสงแดดจนอุ่นขึ้นยามสัมผัสราวกับมีเลือดเนื้อ  ทั้งหน้ากระดาษคู่มือวิชาฟิสิกส์ที่เปิดทิ้งไว้ ปากกาลูกลื่นสองสามอัน หรือกระทั่ง ไม้บรรทัดสีขาวขุ่น  วงวับวาวบนเพดานห้องเกิดจากแสดงแดดตกกระทบหน้าปัดนาฬิกาข้อมือที่ถอดกองไว้ เพียงเอามือเขี่ยเล่น วงวับนั้นก็เคลื่อนไหวราวมีชีวิต คล้ายมีภูติพรายปรากฏกาย

 

เรานอนเรียงอยู่เคียงกันบนเตียงที่ปูผ้าสีขาว  เหงื่อชื้นจนเสื้อเปียกแนบแผ่นหลัง แสงแดดยามบ่ายอบจนห้องนั้นร้อนเร่า แม้พัดลมเบอร์แรงที่สุดก็ไม่อาจเป่าให้เราเย็นลงได้ เสียงเพลงสากลเก่าแก่ลอยล่อง สรรพสำเนียงจากบุปผาชนอวลอยู่ในอากาศรอบๆตัว  สำเนียงกีตาร์อ้อยสร้อยหวานเศร้า บทเพลงขานเล่าเรื่องการเดินทางไกล  สันติภาพ และกลิ่นหอมของท้องทุ่งกว้าง หญิงสาวในเพลง ถามหาชายหนุ่มผมยาวผู้เดินทางไกลไปที่ไหนสักแห่ง ต้องการไหมใครสักคน ช่วยแบกขนสัมภาระบนไหล่เธอ บทเพลงสวยงามและแสนเศร้าจนเมื่อเผลอหลับตาเราอาจคิดว่าเราอยู่ในยุคสมัยที่ผู้คนไว้ผมยาว นุ่งกางเกงขาบาน ฝันถึงดอกไม้ สายลม แสงแดด เหมือนที่เราเห็นในหนังบางเรื่อง

 

ผมลอบมองดูเขา ใบหน้ายาวเรียว จมูกเชิดโด่ง เห็นรอยเคราที่โกนไม่เกลี้ยงอยู่ตรงคาง เขากำลังเพ่งสายตาอ่านสมุดบันทึกเก่าๆ ลายเชยๆ  บรรจุเนื้อเพลงเก่าแก่ที่เรากำลังฟังอยู่พลางฮึมฮัมตามเสียงเพลงนั้น

 

ผมบอกแม่ว่าจะมาติววิชาฟิสิกส์  อีก 6 เดือน เราจะสอบเอนทรานซ์  แม่ปล่อยผมมาโดยไม่ว่าสักคำ

แต่เอาเข้าจริงๆ เราทำโจทย์วิชาควอนตัมฟิสิกส์ได้แค่สองข้อเท่านั้น  เพราะแผ่นซีดีแวววาวนั้นสอดอยู่ในหนังสือเรียนวิชาฟิสิกส์  ผมได้มาจากตลาดขายของมือสองแถวบ้าน  แอบสอดมันไว้ในกระเป๋านักเรียน และ ตลอดเวลาผมคิดว่ามันจะเรืองแสงจนแม่มองเห็น

 

และตอนนี้ซีดีแผ่นนั้นสว่างอยู่กลางแดดบ่าย

 

 

เสียงเพลงเงียบลง ขณะผมจ้องมองเงาหน้าปัดนาฬิกาพลางเอานิ้วเขี่ยเล่นให้มันเคลื่อนลงมาจากเพดาน เงาถลันวูบไล่ลงมาตามผนังเคลื่อนมาหยุดบนหน้าท้องของเขา  เราไม่ได้พูดคุยกันถึงเรื่องหนังโป๊ที่เราดูจบไปเมื่อกี้  ไม่ได้ลุกไปห้องน้ำ เราหัวเราะคิกคักตอนเริ่มต้น ก่อนจะค่อยๆเงียบลงและถอนหายใจหนักหน่วงเป็นระยะ  ภาพเด็กสาวชาวญี่ปุ่นในชุดนักเรียนที่กำลังถูกปลดออกทีละชิ้น สกัดอารมณ์ขันของเรา เสียงหัวเราะเงียบลงเพื่อเงี่ยหูฟังเสียง ครางของสาวผมแดงในทีวี ซึ่งเราเปิดมันอย่างเบาที่สุด

 

ตอนนั้นเองที่ลำลึงค์ของผมแข็งชูชัน ของเขาก็ด้วย

 

หนังจบไปร่วมครึ่งชั่วโมง แล้ว เขารื้อเอาลังกระดาษเก่าแก่ออกมาจากใต้เตียง เขาบอกว่าพบมันในห้องของน้าชายที่ย้ายออกจากบ้านไปแล้ว  ผมไม่เคยเห็นน้าชายเขาหรอก ผมรู้จักกับเขาตอน ม. 4 เพราะเรียนอยู่ห้องเดียวกัน ตอนนั้นน้าชายเขาย้ายออกไปแล้ว และสาเหตุที่เรารู้จักกันน่าจะเพราะเราไม่รู้จักใครเลย   และไม่ได้มีใครอยากรู้จักเรามากนัก  เด็กผู้ชาย หน้าตาธรรมดา สมองทึบ เล่นกีฬาไม่ได้ความ  และไม่มีทักษะอื่นใดเป็นที่น่ายกย่อง นอกจากทักษะการเป็นคน ที่-ธรรมดา- จนน่าใจหาย เราชอบเพลงเดียวกัน อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน และชอบนั่งเหม่อริมหน้าต่างเหมือนๆกัน และโต๊ะของเขาอยู่ด้านหน้าโต๊ะของผม ผมจึงนั่งมองต้นคอของเขาตลอดเทอม

 

และตอนนี้ผมก็กำลังมองต้นคอของเขาอยู่

 

น้าชายของเขาเป็นเกย์ เขาเคยบอกผมครั้งหนึ่ง  ชายหนุ่มผอมบาง ผมยาว อ่อนไหว และชอบเหม่อมองไปยังที่ไกลแสนไกล  น้าชายของเขาย้ายออกจากบ้านนี้ไปในเช้ามืดของวันหนึ่งขณะที่ทุกคนหลับไหล หลังจากเขาตัดสินใจบอกแม่กับยาย ว่าเขาเป็นเกย์  เหลือเพียงลังกระดาษใบนี้ซุกอยู่ใต้เตียงตอนที่เขาได้รับอนุญาติให้ย้ายเข้ามาครอบครองห้องนี้

 

ห้องที่มีหน้าต่างเปิดออกสู่ที่ไกลแสนไกล และมีสีขาว

 

และผมนึกสงสัย  คนเราจะมีเพศเมื่อไรกัน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราชอบผู้ชายหรือผู้หญิง อวัยวะสืบพันธุ์ที่ติดมากับร่างกายของเราเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธจริงหรือ เด็กสาวผมแดง เป็นผู้หญิง และ ชายอ้วนที่เราไม่เห็นหน้าเป็นผู้ชายจริงหรือ การกระทำกระตุ้นลำลึงค์ที่เราเห็นในทีวีเป็นเรื่องจริงกระนั้นหรือ หรือที่แท้ ทุกสิ่งเป็นเพียงการปลูกสร้างความเชื่อลงในหัวสมองของเรา หรือที่แท้มันเป็นเพียงเรื่องเสกสรรค์ปั้นแต่งโดยอาศัยข้อเท็จจริงจากวิทยาศาสตร์มาเป็นเหตุผล และเราถูกหลอกลวงมาตลอด  คนที่ไม่เชื่อเช่นนั้นจึงกลายเป็นคน-ผิดเพศ-   -คนวิปริต – และไม่มีกระทั่งบ้านจะอยู่

 

หรือที่แท้เราจะมีเพศก็ต่อเมื่อเรา-รัก-ใครสักคน

 

เขาเริ่มพูดถึงเด็กสาวในทีวี เราพูดคุยกันอย่างทะลึ่งตึงตังเกี่ยวกับอวัยวะของเธอ  ผมตอบคำและหัวเราะไปกับเขา ขณะทอดสายตามองเรือนร่างของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ เราพูดถึงหนังที่เราดูในฐานะของเรื่องตลก  และผมรู้สึกได้ถึงอารมณ์เพศ ลอบมองเป้ากางเกงของเขา เห็นได้ชัดว่ามันกำลังขยายตัวขึ้น 

 

และลำลึงค์ของผมก็เริ่มแข็งตัวขึ้นเช่นกัน

 

เพลันเพลงเก่าเพลงนั้นแทรกเข้ามากลางกระบวนเพลงสากลเก่าแก่ และบทสนทนาลามกของเรา

 

….ฉันรักเธอ รักเธอ ด้วยความไหวหวั่น

ว่าสักวันฉันคงถูกทอดทิ้ง

มินานเท่าไหร่ แล้วเธอก็ไป จากฉันจริงๆ

เธอทอดทิ้ง ให้อาลัย อยู่กับความรัก…..

 

จู่ๆเราก็หันมองหน้ากัน กลางเสียงเพลงผิดที่ผิดทางที่เราได้ยินอยู่  บทเพลง-อาลัยรัก- อวลกระไอฟุ้งลอยไปทั่วห้อง  เราควรจะหัวเราะขบขัน แต่ผมไม่ขำ เขาก็ด้วย  เนื้อเพลงปรากฏบันทึกอยู่ในหน้ากระดาษสมุดบันทึกเล่มนั้น  ภาษาไทยลายมือเป็นระเบียบ หน้าเดียวท่ามกลางบันทึกภาษาอังกฤษ มีอยู่ประหนึ่งแค่มีอยู่ โดยไม่ได้มีความหมายพิเศษกระไร ไม่ได้ผิดที่ผิดทาง

 

…..แม้มีปีกโผบินได้เหมือนนก อกคงต้องธนูเจ็บปวดนัก

ฉันจะบินมาตายตรงหน้าตัก ให้ยอดรักเช็ดเลือดและน้ำตา…..

 

เพลงนี้ช่างแสนเศร้า ผมรำพึงในใจ

 

ชั่วชีวิตยาวนาน เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเราจะ-รัก- ใคร  ความรักเป็นเรื่องที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริงทางกายภาพ   มันจะเป็นอย่างไรถ้าคนที่เรารัก ไม่ได้เป็นคนแบบที่เราควรรัก และใครกันที่กำหนดว่าเรา-ควรรัก- ใคร   เราอาจ -รัก- ใครก็ได้ -เพศ -ไหนก็ได้ บางที ที่เราเห็นว่ามันผิดเพี้ยน บิดเบี้ยว อาจเพราะเราปิดตัวเองจากส่วนที่เหลือ ด้วยอำนาจแห่งความกลัวเกรงในสิ่งซึ่งไม่มีอยู่จริง  เราจะเป็นชาย ก็ต่อเมื่อ เรารักผู้หญิงสักคน แต่มันก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่เราอาจรัก ผู้ชาย   คำ-ชาย-  -หญิง- ที่แท้แล้วเป็นเพียงข้อเท็จจริง สำหรับสภาพทางกายภาพ  เป็นเพียงคำย่อสรุปของอวัยวะสืบพันธุ์ เท่านั้น เมื่อเราเรียกชื่อสิ่งใดออกมา สิ่งนั้นก็ไม่ได้มีอยู่อีกแล้ว ผมเคยอ่านจากที่ไหนสักแห่งกระทั่ง -เพศ- ก็เป็นเช่นนั้น

 

กระทั่งการแบ่ง-ชาย- -หญิง –  -เพศที่สาม- เอาเข้าจริงๆแล้วอาจเป็นเพียงถ้อยคำย่อสรุปอันหยาบกระด้างเกินกว่าจะอธิบายใดๆได้ เราหลงติดกับดักของถ้อยคำและกำลังใช้มันตัดสินผู้คน ในฐานะของวัตถุมากกว่ามนุษย์อันมีเลือดเนื้อจิตวิญญาณของตน หรือที่จริงมันไม่ได้มีเพศอยู่ ที่เราทำก็เพียงตัดสินผู้คนอย่างหยาบกระด้าง เพื่อให้เราสบายใจ พ้นไปจากความคลุมเครือ ที่ว่าเขาเป็นใคร  ไม่ชายก็หญิง ไม่เช่นนั้นก็กระเทย เกย์ ทอม ดี้ เราแคต้องการจะได้หลับอย่างเป็นสุขที่ได้จัดแบ่งสิ่งต่างอย่างเป็นระเบียบ ละเลยและทำลายทุกรายละเอียดลง ทีนี้มนุษย์ก็เหมือนกัน และไม่มีใครวิเศษกว่าใคร จากนั้นเราจะได้เห็นว่ามันต่างกันเป็นกลุ่มๆและเริ่มสนุกสนานกับความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างกลุ่มต่อไป

 

เพลงเก่าร้องซ้ำท่อนเดิม ดนตรีอ่อนหวาน เสียงร้องกังวาน เล่าเรื่องความเจ็บปวดอ่อนไหวของความรัก  ผมมองดูเขา สว่างไสวในแสงแดด  โมงยามงดงามสว่างไสวในบทเพลงที่เหมือนมาจากโลกอื่น

โมงยามอันเจิดจรัสทอประกายพรายพร่า  ผมรู้สึกหัวใจเต้นรัวเร็ว ลำลึงค์แข็งชูชันโดยไม่อาจรู้ได้เลยว่าเพราะโนมเนื้อดิจิตอล หรือเพราะผิวกายในแสงแดด 

 พลันผมค้นพบความเศร้าอย่างรุนแรง   บางทีมันอาจเป็นโมงยามสุดท้ายระหว่างเรา  ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้  บทเพลง แสงแดด วงวาววาบวับ ทุกสิ่งจะปลาสนาการไปพร้อมกับการจบสิ้นของเสียงเพลง โมงยามสงบอบอุ่น เสียงหัวใจรัวเร็ว ความรู้สึกคลุมเครือ กำลังจะพ้นไป  เราจะไม่มีวันรู้สึกเช่นนี้อีกแล้ว ไม่ว่าจะนอนเรียงเคียงกันในห้องไหน ในวันแบบไหน หรือนอนอยู่กับใคร กับผู้หญิง กับผู้ชาย หรือเพียงลำพัง  ผมรู้สึกราวกับว่ามันจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เหมือนดูการแสดงชุดสุดท้ายของดอกไม้ไฟตอนปีใหม่ เพลงอำลาวันจบการศึกษา  หรือตอนสุดท้ายของการ์ตูนเรื่องโปรด   

เพลงเก่าอวลลอยละล่อง จบลงทิ้งร่องรอยอาลัยอันเงียบเชียบในอากาศ  ผมอยู่ที่นั่น ซึมซับโมงยามนั้น   เข็มนาฬิกาเคลื่อนไหว ภูติพรายขยับวูบ เหมือนเวลาอันล่วงผ่าน

 

หอมหวานตรงปลายลิ้นขณะต้องธนู…..

 

scene from MY OWN PRIVATE IDAHO directed by GUS VAN SANT

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: