ห้องของแม่/หอนาฬิกา

-1-

” ฉันคิดว่า สุดท้ายแล้วตัวเองจะต้องตายอย่างโดดเดี่ยว”

เขารำพึงออกมาเช่นนี้ในค่ำคืนหนึ่ง รำพึงประหนึ่งไม่ได้พูดกับใครนอกจากตัวเอง

เขาเริ่มต้นพูดกับตัวเองมาได้พักหนึ่งแล้ว บังเกิดขึ้นเงียบเชียบ เพียงวันหนึ่งเขาเปล่งถ้อยคำออกมา ข้อความเหมือนการคุยกับใครสักคน แต่เขาไม่มีคนให้คุยด้วย

หลังจากแม่ตาย เขาย้ายตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องของแม่ที่มืดทึมตลอดเวลา เขาไม่ชอบแสงแดดมากนัก เว้นแต่ในตอนเย็น  หน้าต่างในห้องแม่หันไปหาทิศตะวันตก  เขาจะเปิดม่านแล้วนั่งมองพระอาทิตย์ตก ซึ่งเขาจะไม่เห็นอะไรมากไปกว่าแสงสีส้มเรื่อเรืองที่ริมหน้าต่าง  บางครั้งเขาคิดว่าสักวันเขาจะละลายหายไปในแสงสุดท้ายของวัน

เขาออกมาข้างนอกเฉพาะเวลาฝนตก ไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็นกลางคืน เขาไม่ได้ตั้งข้อกำหนดโรแมนติคให้กับตัวเอง  เขาแค่ไม่ค่อยชอบออกไปไหน  มันมีบ้างที่เขาออกไปในตอนกลางวัน แต่ถ้าไม่จำเป็นเขาก็ไม่ออกไปไหน เว้นแต่ตอนฝนตกสายฝนดึงดูดให้เขาออกมาอยู่นอกบ้าน  ใต้ร่วมสีดำและเสียงฝนหล่นเปาแปะ มันพอรับได้ ที่สุดสำหรับเขา  และในตอนกลางคืน เขาจะออกไปทำงาน ไปกับรถเก็บขยะที่วิ่งกระหึ่มไปรอบเมืองในตอนดึกๆ

คนอื่นมักคิดว่าเขาเปราะบางไม่ก็เป็นบ้า เขาเข้าใจได้ มันเปล่าประโยชน์จะอธิบาย แต่บางทีมันทำให้เขาเศร้า

บางคนคิดว่าถ้าเขามีคนรักทุกสิ่งทุกอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไป เขาอาจจะดีขึ้น  จะมีผู้หญิงดีๆเดินเข้ามาในชีวิตของเขา แต่แน่นอนมันต้องไม่ใช่เพื่อนหรือลูกหลานของคนที่คิดเช่นนั้น

คนเศร้าสร้อยคือคนเสร้าสร้อยเช่นเดียวกับที่คนเก็บขยะก็ย่อมต้องเป็นคนเก็บขยะ

เขาอาจรู้สึกเศร้าสร้อย แต่ไม่จำเป็นจะต้องให้ผู้อื่นมาร่วมเศร้า บางทีเขาจึงพร่ำบ่นในใจ  ฉันคิดว่าฉันต้องตายอย่างโดเดี่ยว สำหรับเขานั่นคือการเตรียมพร้อมประการหนึ่ง พอถึงจุดหนึ่งมันไม่ได้มีความเศร้าอยู่อีก

-2-

ผมพบกับเขาในคืนหนึ่ง เขานั่งกลางพราวแสงไฟที่ยึดโยงหอนาฬิกาเปิดใหม่ในวงเวียนกลางเมือง มันถูกสร้างขึ้นแทนที่หอนาฬิกาอันเดิมอย่างฉ้อฉล เพียงข้ามคืนหอนาฬิกาหินสีเทาหักสลายและถูกเก็บกวาดไปราวกับของเหลือใช้ ก่อนที่จะสร้างหอนาฬิกาทรงเตี้ยเหมือนคนที่อ้วนลงพุงจากการสวาปามเข้ามาแทนที่ พอเปิดใหม่พวกเขาก็เอาไฟสีมาผูกโยง แต่มันปกปิดความอัปลักษณ์ไว้ไม่มิด เขาบอกผมเช่นนั้น

หอนาฬิกามีสี่ด้าน นาฬิกาทั้งสี่เดินไม่ตรงกันตั้งแต่สัปดาห์แรกในการเปิด เหมือนกับหอนาฬิกาเดิมราวกับมันถูกสิงสู่  ด้านที่ผมนั่งดูรูปในกล้องดิจิตอลของตัวเอง เดินเร็วกว่าด้านที่เขานั่งอยู่ครึ่งชั่วโมง ไม่รู้ว่าเวลาของผมเร็ว หรือของเขาช้า  แต่พอเดินอ้อมมา เราก็ก้าวข้ามเวลาไปครึ่งชั่วโมง

เขานั่งบนม้านั่งมองเหม่อไปยังถนน กินข้าวเหนียวไก่ทอดที่ดูเย็นชืดในถึงพลาสติกยู่ยี่ เขากัดข้าวเหนียวจากถุงพลาสติก ไม่ปรารถนาจะสนทนากับผู้ใดถ้าผมไม่เอ่ยปากก่อน

ผมทัดทายเขาก่อน บทสนทนาทั่วไปแบบที่นักท่องเที่ยวพึงกระทำ ถามไถ่เรื่องดินฟ้าอากาศ ผมเพิ่งมาถึงที่นี่ ที่จริงก็ไม่ด้งตั้งใจจะมาถ่ายรูปหอนาฬิกานี่ แค่อยากมาถ่ายรูปเขา  จะว่าไปผมรู้สึกตื่นใจกับภาพที่ตาเห็น ชายชาวพื้นเมืองวัยใกล้กลางคน  นั่งบนม้านั่งอันมลังเมลือง ภาพความแปลกแยกที่ลงตัว ความผิดที่ผิดทางอันพอเหมาะพอเจาะ

เขาหันมองผม พอเริ่มต้นพูดเขาก็พูดไม่หยุด มองดูหอนาฬิกานี้สิ มันคือความฉ้อฉล วิญญาณของหอนาฬิกาเดิมยังดำรงคงอยู่ มันอยู่ในน้ำตาบนยอดหญ้า นี้ เขาพยายามคะยั้นคะยอให้ผมสัมผัสหญ้าชุ่มน้ำ ที่เกิดจากละอองฝอยของน้ำพุ เขายังพูดอะไรหลายต่อหลายอย่าง ผมรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่สานสัมพันธ์กับเขา  ผมไม่ได้รูปและติดอยู่ในบ่วงแห่งการสนทนาที่น่ารำคาญนี้อีกด้วย จากฝ่ายรุก ผมกลายเป็นผู้ตั้งรับทางการสนทนา เขารุกคืบไม่หยุดราวกับว่าไม่มีใครให้พูดด้วยมาเนิ่นนาน ผมพยายามล่าถอย หมายจะกลับมาในเวลาของผม ที่ที่มันเดินเร็วกว่าครึ่งชั่วโมง การล่าถอยที่เสียกระบวนและอิหลักอิเหลื่อ สิ้นดี

ผมกลับออกมาที่รถโดยไม่ได้บอกลา เขา จากระยะไกล หลังงองุ้มนั้นดูน่าสงสาร และผิดที่ผิดทางอย่างพิกลร้ายกาจ เขาไม่ควรอยู่ที่นั่นตรงนั้นตั้งแต่ต้น เขาอาจจะแค่อยากคุยกับใครสักคน นั่นทำให้ผมเศร้าและรู้สึกผิด

-3-

ผมมักฝันเศร้าๆเกี่ยวกับแม่ ฝันว่าดีแค่ไหน ถ้าผมมีชีวิตอยู่โดยไม่ได้ดูแลแม่มาตั้งแต่ต้น ตอนตื่นมันทำให้ผมรู้สึกผิดและเป็นทุกข์

ในห้องของแม่เต็มไปด้วยร่องรอยเก่าๆ  ที่ผมลืมไม่ได้ มันเป็นเรื่องดีที่ผมทำงานตอนกลางคืนและกลับมานอนตอนกลางวัน มันช่วยให้ผมลืมไปได้บ้างว่า ผมเหลือตัวคนเดียวในโลก  บางทีผมคิดว่าผมอาจคุยกับใครสักคนได้จริงๆ  แต่มันก็เสียหายไปครั้งแล้วครั้งเล่า  บางทีผมก็คิดถึงแม่ และห้องหับอันมืดทึม

ผมคิดว่าผมต้องตายอย่างโดดเดี่ยว ผมเชื่อเช่นนั้นมากขึ้นในแต่ละวันที่ผ่านไป ผมจะเจรียมการได้ก่อนเนิ่นนาน ผมคิดฝันหวานๆว่าสักวันมันจะเป็นจ้อความที่ไม่เจ็บปวด เป็นเพียงเรื่องที่ผมเตรียมการไว้แล้ว การตายอย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้มีความหมายอะไร ไม่ได้หม่นเศร้าหรือเจ็บปวด คนเราตายลง ถูกลืมไป ทุกอย่างง่ายดาย

ผมตื่นในตอนเย็น มองดูแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ ออกจากบ้านในตอนกลางคืน นั่งเล่นที่หอนาฬิกาเหมือนทุกวัน สัมผัสฉ่ำชื้นของน้ำบนยอดหญ้า น้ำตาแห่งการถูกลืม รถเก็บขยะจะพร้อมตอนสามทุ่ม ผม คิดถึงสิ่งที่ผมจะเก็บได้ บางครั้งก็มีหนังสือ โป๊  และมันดีกับผม ผมคิดถึงพวกหญิงเปลือยนั้นอย่างเศร้าสร้อยและร้อนรุ่ม สิ่งที่ไปไม่ถึงและอยู่ใกล้แค่เอื้อม  แสงมลังเมลืองกลืนให้ผมเป็นเหมือน จุดดำอันมืดบอด ที่ประเดี๋ยวคงจางไป

ชูมาน

แรงบันดาลใจจากการอ่านเรื่องย่อของภาพยนตร์ LARS AND THRE REAL GILRS

ขอบคุณ tete ที่แนะนำหนังเรื่องนี้

scene from DAYS OF BEING WILD  directed by WONG KAR WAI

1 comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: