หญิงในชุดส่าหรีสีน้ำทะเลนั้นปรากฏขึ้นครั้งแรกในความฝัน ความฝันแรกเมื่อผมย่างเท้าเข้ามาถึงเมืองนี้ ก่อนจะม่อยหลับไปบนรถตู้ขณะข้ามสานจากฝั่งบัตเตอร์เวิร์ธ ผมไม่แน่ใจว่าในความฝันั้นคือบ้านสักหลังบนถนนดีบุก ในภูเก็ต หรือถนนในปีนังที่ผมยังไม่เคยพบเห็น นางยืนอยู่ในระยะไกล มองเห็นได้เพียงส่าหรีสีน้ำทะเลซึ่งพะเยิบไหวหระหนึ่งมีชีวิตของมันเอง นางผู้ชราซึ่งอยู่ไกลเกินกว่าที่ผมจะอธิบายรูปทรงของนางได้ ที่รู้สึกได้ก็เพียงการจ้องมองตรงมาของนาง จาสุดขอบซุ้มประตูโค้งซึ่งทอดเชื่อบ้านทุกหลังสุดถนน นางจ้องมองมานั้นแน่แท้ ยินนิ่งประหนึ่งร่างทั้งร่างสลักเสลาจากหินสีน้ำทะเล แล้วห่มคลุมด้วยส่าหรี ในความฝันผมเดินตรงไปหานาง คุ้นเคยราวกับเคยพบมาก่อนที่ไหนสักแห่ง แต่ยิ่งเดินเข้าใกล้ร่างของนางยิ่งไกลออกไป ราวกับการเดินไปข้างหน้าคือการเดินถอยหลัง ร่างหนังยังคงนิ่งขึง ชายส่าหรีสะบัดไหวไกลออกไป ไกลออกไปกระทั่งกลายเป็นเพียงจุดวูบวาบสีฟ้า ตอนนั้นเองที่ผมตื่นขึ้น
3.ปืนยาว
Posted in short story on December 15, 2009 by tropicalmaladyปากของกระบอกปืนยาวทุกลำล้วนชี้ตรงไปทางทะเล ตัวปืนนั้นผลิตในอังกฤษ แต่ตอนนี้มันต่างเรียงตัวไปทางทิศเดียวกันอยู่บนเรือสำเภาที่แล่นออกจากปีนัง มุ่งตรงไปยังภูเก็ต พร้อมกับจดหมายจากกัปตันฟรานซิส ไลท์ เราไม่อาจจินตนการใดๆถึงเนื้อความในจดหมาย เยื่อใยซึ่งหลบเร้นอยู่ระหว่างตัวอักษร ไม่สามารถจินตนาการภาพใหญ่โตโอ่โถงของเรือสำเภา ไม่อาจกระทั่งจินตนาการถึงฟองคลื่นสักหยด ในห้วงสมุรอันราบเรียบของทะเลอันดามัน โลกในยุคต้นรัตนโกสินทร์สะบั้นสายสัมพันธ์กับเราผ่านทางการไหลทบของกาลเวลา เราอยู่ในยุคที่ไม่สามารถสืบย้อนไปได้กระทั่งสองรุ่นก่อนหน้าของบรรพบุรุษของเราเอง หล่นร่วงอยู่กลางปัจจุบันขณะอันเป็ฯผลพวงของอดีตซึ่งเรามองไม่เห็น และเข้าใจว่าไม่เกี่ยวข้องกัน จดหมายถูกพับอย่างเรียบร้อยในซองประทับตราครั่งปิดผนึก ทะเลสีครามของโลกซึ่งได้จบสิ้นไปหากยังดำรงคงอยู่ ปืนยาวซึ่งในที่สุดก็สาบสูญไป หลังจากใช้รบกับพม่าในระหว่างสงครามเก้าทัพยามพม่าล้อมเมืองถลาง เขม่าปะทุแตกของกระสุนนัดแรกสาบสูญไปก่อนใครเพื่อน เลือนจางราวกับไม่ได้มีอยู่มาตั้งแต่ต้น
2.คืนที่เขาพบกับโจนิ มิทเชลล์
Posted in short short story on December 15, 2009 by tropicalmaladyเขาพบโจนิ มิทเชลล์ นั่งดื่มเบียร์ดำเดียวดายอยู่ข้างถนน เขาเดินมาทั้งวันเสียจนเมื่อยล้า สองเท้าบวมพองราวกับจะปริแตกออก เหงื่อซึ่งระเหยไปในอากาศกลางคืนทิ้งความเหนียวกนับไว้ตามเนื้อตัว ขณะเขาเดินผ่านเกสท์เฮาส์แห่งหนึ่งซึ่งเปิดชั้นล่างเป็นบาร์ อากาศกลางคืนยังคงร้อนอ้าว หญิงผู้นั้นนั่งไขว่ห้างอยู่ที่โต๊ะฝั่งซ้ายมือ แทบเรียกได้ว่าจมอยู่ในความมืด ไหล่ซึ่งแผ่กว้าง ผมสีทองในชุดกระโปรงติดกันสีดำและเสื้อแขนกุด ดวงตาซึ่งหรี่ปรืออย่างคนสันโดษที่สอดสายตามองปัจจุบันด้วยอดีต เทียบเคียงและเรียนรู้ บางทีคำพูดติดปากของเธอในตอนนี้อจจะเป็นคำว่า ‘นี่ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว’ มือซึ่งคีบบุหรี่เท้าค้างเหม่อจ้องอย่างไร้จุดหมาย ภาพประทับเหมือนกับที่เขาพบเห็นบนปกซีดีอัลบั้ม โบธ ไซด์’ส นาว ที่วางแผงในปี 2001 เธอร้องเพลงของตัวเธอเองที่เคยร้องไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งยังสาวอีกครั้ง และนำมันมาใช้เป็นชื่ออัลบั้ม ตอนเป็นเด็กสาวเธอคยมีเสียงแหลมสูงสะพายกีตาร์และร้องบอกกล่าวว่าเมื่อเธอได้เห็นบางสิ่งจากทั้งสองด้านเธอได้ค้นพบว่าเธอไม่ได้ค้นพบอะไรอีกต่อไป หลายสิบปีส่วงผ่าน เสียงของเธอกลายเป็นทุ้มนุ่ม เธอร้องมันอีกครั้งด้วยการเรียบเรียงใหม่ ความเข้าใจไม่ทำให้เศร้าอีกต่อไป เธอร้องเพลงนั้นซ้ำ ไม่เจือน้ำเสียงความละห้อยอีกแล้ว เวลาทำให้เธอค้นพบอีกด้านของโจนิ มิทเชลล์ โจนิ มิทเชลล์ผู้ซึ่งตอนนี้เมื่อเขาเดินผ่านหล่อนแล้วหันกลับไปมองก็ดูไม่คล้ายโจนิ มิทเชลล์อีกต่อไ เป็เพียงฝรั่งแก่ๆ ที่นั่งดื่มเบียร์เดียวดายในความมืด
1. มือและลึงค์
Posted in short short story on December 14, 2009 by tropicalmaladyขาที่ถ่างกว้างออก ลึงค์อันมหึมาและทรวงอกอันกลมมนจนผิดรูปบนร่างของเธอนั้นจมอยู่ในส่วนที่แสงส่องไม่ถึง ขณะที่มืออันยืนยาวออกไปนอกหน้าต่างของเขานั้นห้อยค้างอยู่กลางแสงยามสายซึ่งสลัวเลือนประหนึ่งส่องลอดผ้าลูกไม้ที่กรองซับเอาแสงไปเสียครึ่งหนึ่งก่อนจะสาดลงมาบนโลก เช่นเดียวกันกับมือ ลึงค์ของเขาก็อยู่ในแสงแดด ซึ่งอาบไล้ร่างเปลือยเปล่าหลังเสร็จกิจธุระทางเพศ นักท่องเที่ยวสักคนเดินตัดถนนมา มองจากชั้นแปดของโรงแรมเมอร์แชนท์ นักท่องเที่ยวดูเล็กจ้อยราวคนแคระ เจ้าคนแคระโง่ซึ่งหยิบกล้องขึ้นมาประทับเล็ง โดยอัตโนมัติเขาหดมือกลับดึงบานหน้าต่างงับปิดราวกับหวาดกลัวว่าจะถูกบันทึกภาพไว้ ต่อให้เป็นภาพที่แทบจะมองไม่เห็นมือซึ่งไม่สามารระบุได้กระทั่งว่าเป็นมือของเพศหญิงหรือชาย
โครงการข้าพเจ้า -1 ความป่วยไข้
Posted in short short story on September 7, 2009 by tropicalmaladyโครงการข้าพเจ้า I-PROJECT : THE FRAGMENT
บันดาลใจจากภาพกระดาษทดที่เรียงรายบนโต๊ะในโปสเตอร์หนังเรื่อง SYNECDOCHE, NEW YORK

พวกเธอค่อยๆสอดท่อลงในปากของผมช้าๆ ท่อซึ่งหล่อลื่นโดยเจลเหนียวลื่นไหลลงหลอดอาหารอย่างยากลำบาก สิ่งแปลกปลอมซึ่งหยุ่นแข็งแทงลงมาในคอของผม ถึงที่สุดร่างกายของผมกลายเป็นชุมทางของท่อสายยางมากมาย สารน้ำซึ่งเคลื่อนเข้าทางแขน และไหลออกผ่านท่อสวนปัสสาวะ เส้นเลือดนอร่างหายระโยงระยางดังเครือข่ายของภูติผีที่ผมไม่รู้จัก พวกเธอกำลังยื้อยุดชีวิตของผมไว้โดยการอาจหาญเล่นตลกกับพระเจ้าและยมทูต
ผมจ้องมองอดีต อิจฉาตัวเองในวัยหนุ่ม ตอนนี้ผมขยับได้เฉพาะซีกขวาของร่างกายแล้ว มันไม่ฟังคำส่งใดๆ ผมกำลังถูกไล่ออกจากตัวเองด้วยอาการอ่อนเปลี้ย ปฏิเสธทุกกระแสสำนึก ผมสงสัยอย่างหวาดกลัวว่าที่แท้แล้ว ตัวตนของผมหาได้มีแขนขาไม่ มันเป็นรูปทรงของสิ่งที่ผมไม่รู้จัก ผมกลัวเหลือเกินว่ามันจะเหมือนตัวประหลาดในหนัง หรือเหมือนกับผีกระสือ
ผมมองดูตัวผม ราวกับมองดูหนังเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นชีวิตของผู้อื่น เว้นแต่ความเจ็บปวดซึ่งมีอยู่จริงและความเฉยชาซึ่งมีอยู่จริง มันจริงอย่างน้ยอก็กับผม ความเจ็บปวดกระตุ้นให้ผมตระหนักรู้ถึงตัวตนของตนเองแต่มันอาจจะหลอกลวงก็ได้ ตอนนี้ต่อให้คุณเอาเลื่อยมาเลื่อยแขนข้างซ้ายของผมผมก็ไม่รู้สึกอีกแล้ว เว้นแต่ว่าผมกลัวจับใจ ความกลัวคือความเจ็บปวด หรือความเจ็บปวดคือความกลัว หรือว่าความกลัวสร้างความเจ็บปวด หรือความเจ็บปวดสร้างความกลัว มันเกี่ยวข้องกันหรือไม่เกี่ยวข้องกันวะ ล้วตัวตนข้างซ้ายดำรงคงอยู่อีกไหม หรือมันไม่มีจริง ผมเหลือตัวตนเฉพาะข้างขวา หรือนี่ไม่ใช่ตัวตนของผม
ผมได้ยินสิ่ที่ผมกพูไม่ถนัดนัก มองเห็นแต่เพียงเพดานสีขาว ความเจ็บปวดตรงนั้นตรงนี้ซึ่งไม่รู้ว่าตรงไหน ผมพยายามคิดทบทวนบางเรื่อง แดดอุ่นของเดือนมีนาคม ลมทะเลกลางคืน ทุกสิ่งค่อยๆไกลออกไป ห่างออกไปเหมือนเสียงเรียกจากอีกฝั่งของหน้าผา เลือนจางไปเหมือนกลิ่นที่ติในเสื้อผ้าของคนตาย ผมไม่ควรคิดถึงเรื่องความตาย เป็นที่แน่ชัดว่าผมจะไม่ตายในตอนนี้ เพียงแค่ม่ามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป ผมโดนร่างกายปฏิวัติ ถูกขับไล่ไปเป็นพลเมืองชั้นสอง
มาถึงตอนนี้ทุกสิ่งก็ค่อยๆเลือนจางลงไป สายลม หรือสัมผัสอะไรที่ผมเคยได้รู้ กระทั่งทักษะง่ายๆเช่นการเช็ดก้นตัวเอง ก็ไม่เหลือติดค้างในความทรงจำอีกแล้ว กล่าวเช่นนั้นไม่ถูกต้อง สมองยั่งสั่งการได้แต่ร่างกายไม่ทำการตอนนี้ร่างกายของผมกลายเป็นของสิ่งไร้ ชีวิตอื่นๆเช่นสายยาง ท่อสวน เครื่องิเลคทรอนิกส์ดังบี๊บบี๊บ ขยับเคลื่อนไหวอยู่ในมือนุ่มนวลที่มีสีขาวและรอยสากระคายของ ผงแป้งซึ่งโปรย กันถึงมือยางติดกัน ผมกลายเป็นคนอื่น ไม่ก็ถูกขังเอาไว้ ในกรงที่มีชื่อว่าร่างกาย ผมกำลังพยายามปรับตัว กับซีกที่เหลืออยู่ ผมค่อยๆลืมเรื่องการเดิน หรือการวิ่งไปแล้ว ผมกำลังรอคอยการกำเนิดใหม่ ในร่างที่มีน้ำลายไหลย้อยตรงมุมปากเสมอ ผมคิดถึงผม และผมกลายเป็นอื่น
ผมปล่อยให้ท่อเหล่านั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของผม มันคือเส้นเลือด หรือหลอดลมกระทั่งปากและลิ้นซึ่งอยู่นอกร่าง เวลาร่ากายข้างขวาของผมสำผัสมันขณะของเหลวไหลผ่าน มันอุ่นและร้อนเหมือนเส้นเสือดจริงในตัวผม(ซึ่งผมไม่เคยสัมผัสเส้นเลือดในตัวผมมาก่อน ผมค่อยๆเชื่อทีละน้อยว่ามันคือตัวตนของผม ถึงที่สุดแล้ว ไอ้เครื่องบี๊พบี๊พนั่นต่างหากที่แสดงว่าผมมีชีวิต ไม่ใช่ร่างกายข้างซ้ายแต่อย่างใด
ผมเหม่อจ้องไฟสีแดงกระพริบ ประหนึ่งจ้องมองหัวใจเต้น หัวใจที่ผมไม่เคยจ้องมองมันมาก่อน
ฟองอากาศบนกระเป๋าผ้าร่ม
Posted in short short story on September 7, 2009 by tropicalmaladyเธอมาจากอุบลราชธานี มาจากหมู่บ้านเล็กๆที่ทุกข์
เธอมาถึงเมืองนี้ได้สามปีแล้ว ทำงานที่คนตัวเล็กๆจากหมู่บ้านเล็กๆอันทุกข์เข็ญจะทำได้ เธอมีนิ้วเท้าแค่เก้านิว นิ้วก้อยของเท้าข้างซ้ายกุดหายไปตั้งแต่เยาว์วัยในหมู่บ้าน พอมาถึงเมืองนี้เธอพยายามเลี่ยงการสวมรองเท้าแตะ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน และหวังว่ารองเท้าที่ปิดมิดชิดจะช่วยให้เธอลืมว่าเธอมีนิ้วเท้าเพียงเก้านิ้ว
ตอนเธอมาถึงที่นี่ เธออุ้มเด็กมาด้วยคนหนึ่ง เด็กทารกตัวอ้วนกลมผิวเผือดที่กำลังป่วยไข้ เด็กทารกที่ร้องให้จ้าสลับกับไอ เด็กทารกที่น้ำมูกเยิ้มย้อย เด็กทารกที่ดูไม่เหมือนเธอเลยสักนิดอ เด็กทารกหน้าจิ้มลิ้ม เปล่งปลั่งแบบที่คนมีเงินเท่านั้นที่จะสามารถมีบุตรเช่นนี้ได้ เด็กทารกที่ถูกห่อมาในผ้าอ้อมลายตุ๊กตาน่ารักที่หากจ้องมองเนิ่นนาก็ชวนให้พาฝันถึงโลกพิเศษของเยาว์วัย เด็กทารกที่ถูกทำไม่ให้เป็นของเธอเสียตั้งแต่สบตาครั้งแรก
หากเธอยืนยันว่าเด็กคือลูกของเธอ ยัดเยียดเด็กใส่มือหมอให้ช่วยตรวจหาอาการป่วยไข้ เด็กตัวร้อน เช็ดตัวแล้วก็ไม่ดีขึ้นร้องใชไห้ไม่หยุดตลอดคืน เธอแทบไม่ได้หลับนอน จ่ายยาน้ำมาสักสามสี่ขวด ทำยังไงก็ได้ให้ไอ้เด็กนี่เงียบเสียที
น่าขันเพราะเด็กเป็นเด็กหญิง การที่เธอเรียกเด็กว่าไอ้เด็กทำให้หมอพิศวงอยู่ลึกๆในหัวใจ ด่วนได้ตัดสินจากข้อมูลทางตา เธอหาใช่แม่เด็กไม่
หมอเองก็เป็นแม่คน หมอผู้หญิงอายุสามสิบสองผัดหน้าเป็นสีชมพูดจัด ใช้เวลาตลอดเช้าข่มอารฒณ์โกรธขึ้นที่ลูกสาวของหมองอแงไม่ยอมไปโรงเรียน หมอไม่แทนตัวเองด้วยคำว่าฉันอีกเลยหลังเรียนจบเว้นแต่กับลูกสาว สามีของหมอก็เป็นหมอ บางทีทั้งหมอและสามีหมอก็แทนตัวเองว่าหมอ ความสัมพันธ์ของแม่กับลูกสาวเป็นเรื่องลึกลับ หมอไม่กล้าพูไม่กล้ากระทั่งคิดว่าบางทีหมออาจจะเกลียดลูกสาวของตัวเองอยู่ลึกๆ
บ้านของหมออยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรร บ้านแบบที่อาณาบริเวณสำหรับสนามหญ้าน้อยๆและรั้วรอบขอบชิด หมอชอบเหม่อคิดถึงสวนดอกไม้ที่หมอลงมือปลูกเองและชอบลืมเรื่องหนักอกอย่างลูกสาวหรือแม่ของสามีที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ หมอเก็บความพิศวงเหล่านี้ไว้ในใจ เงยหน้าพูคุยกับหญิงสาวที่กำลังเหม่อจ้องรูปวอลเปเปอร์ขนาดใหญ่ยักษ์ ภาพทางเดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้สีเหลืองพราวพราย ดินแดนแสนไกลที่เธอไม่อาจไปถึง เธอก็เหม่อเหมือนกัน เหม่อลอยไปพร้อมกับหมอในห้องตรวจ หมอกลับมาแล้วเธอจ่ายยาน้ำสามสี่อย่างให้กับหญิงร่างท้วมผิวน้ำผึ้งเกรียมแดด ใบหน้าเปื้อนฝ้าสำน้ำตาลอ่อน ร่องรอยหลงเหลือจากประวัติศาสตร์ของเครื่องสำอางราคาถูก ฝ้าซึ่งเป็นเครื่องหมายติดตัวเหมือนเลขสักบนท้องแขนของคนยิวในสงครามโลก สลักเอาความยากจนโง่เง่าฉาบลงบนใบหน้าเธอซึ่งไม่มีหนทางลบเลือนได้ชั่วนิรันดร์
ออกจากคลินิก เธอป้อนยาให้ทารกเสียตรงหน้าคลินิกอย่างงกๆเงิ่นๆ คนไข้รอตรวจจ้องมองผ่านประตูกระจกมาอย่างไม่ไว้เนื้อเชื่อใจเกรงเธอจะทำเด็กหล่นมือ จินตนาการเพริดถึงภาพทารกร่วงหล่นตกแตกเป้นแตงโมผ่าซีกเพราะพวกเขาและเธอหาเคยเห็นทารกหล่นมือไม่ และภาพเนื้อในสีแดงน้ำแตงโมชวนระทึกขวัญเชิงอุปมากว่าเป็นไหนๆ ผิวเผือดของทารกบาดตัดผิวเข้มของเธอ
ฉันจะไม่มีวันให้คนรับใช้แบบนี้แตะต้องลูกของฉันอันขาด ใครสัคนนึกในใจ
มันก็จริงเรื่องที่เธอเคยเป็นคนรับใช้จริงเช่นที่ว่าตลอดอนาคตอันไม่ยาวนานนักของเธอจะไม่ได้มีชิวตที่ดีไปกว่านตอนนั้น หรือตอนนี้ ตอนที่แดดบ่ายเต้นรำลงบนผิวของคนเดินถนน เต้นรำอยู่บนหลังราคารถเมลล์ปรับอากาศ เต้นรำไร้ร่องรอยบนฝุ่นหนาจับใบไม้ของต้นไม้ริมถนน ทารกหลับไหลไปหลังได้ยาลดไข้ ลดน้ำมูก และยังคงอยู่บนอ้อมแขนของเธอที่ยังคงดุ่มเดินฝ่าข้ามดงคนมุ่งหน้ากลับห้องเช่าของตัว
เธออุ้มเด็กลัดเลาะไปตามบาทวิถี สองแขนเมื่อยขบอ่อนล้าตระหนักเตือนให้เธอคิดถึงกระเป๋าใบหนึ่ง แรกทีเดียวเธอออกจากบ้านพร้อมกระเป๋าใบนั้น กระเป๋าหิ้วสีน้ำเงินสกรีนลายคล้ายคลึงยี่ห้อดังเปลี่ยนสลับตัวอักษรเสียบางตัวมองจากที่ไกลแทบไม่รู้ว่าคนละยี่ห้อกัน กระเป่าผ้าร่มราคาถูกที่มีสายจับยาวพอจะสอดคล้องไหล่ กระเป๋าผ้าร่มที่พอโดนฝนจะเปื่อยพุพองออกมา มันพุพองเป็นฟองอากาศซึ่งเธอไล้เล่นตลอดการเดินทาง เธอวางกระเป๋าบรรจุสัมภาระวไว้บนตัก ปล่อยน้ำหนักแห่งความหวังกดทับหน้าขา ครึ่งหลับครึ่งตื่นบนรถโดยสารปรับอากาศชั้นสอง ฟองอากาศที่น่าเกลียด ที่บรรจุความทุกข์เข็ญของเธอติดตัวมา กระเป๋าสูญหายไปแล้ว แต่ผิวผ้าร่มด้านๆกลวงๆยังติดอยู่ตรงปลายนิ้ว พื้นผิวอันพุพองเหมือนท้องที่โย้โดยไม่มีพ่อ กระเป๋าใบนั้นสาบสูญไปพร้อมกับข้าวของจากบ้านเก่าซึ่งค่อยๆทอนความหมายของมันลงหลังจากเธอได้งานที่แรก งานคนรับใช้ในบ้านคนมีเงิน งานที่เธอทำเพียงไม่นานนัก แต่กลับติดตัวเธอทั้งชิวตดั่งต้องสาป บางทีอาจเพราะใบหน้าของหมอที่เตือนให้เธอคิดถึงคุณผู้หญิง ใบหน้าของคนมีเงินคล้ายคลึงกัน อวบอิ่มนิ่มนวเหมือนขนมที่เพิ่งเคาะออกมาจากพิมพ์ แต่ใบหน้าของคนเช่นเธอก็คล้ายคลึงกัน แห้งโหย เกรียมแดดเหมือนขนมที่ถูกอบนานเกินไป ฟีบฝ่อจนมีแต่ต้องโยนทิ้งถังขยะ
ตึกสูงเสียดตัวขึ้นท้าทายลมฟ้าอากาศ มันยืดโย่งโย้เย้เหมือนดงตาลที่แข่งกันเหยียดตัวขึ้นหาแสงแดด ห้องตึกแถวที่มืดหม่นโดยตัวของมันจนกระทั่งสีเหลืองขาไก่ที่ฉายผนังตึกมอซอลงไปโดยไม่ต้องรอแดดฝน ห่อหุ้มเนื้อด้วยด้วยลวดลายโค้งแข็งของเหล็กดัดติดกรอบหน้าต่าง มุ่งลวดเขรอะฝุ่นและราวระบียงปรอะสนิม ส่งเสาอากาศโทรทัศน์โย้ยเยโยงใยอยู่บนดาดฟ้า เหมือนประติมากรรมพิเศษหรืออีกที เหมือนยอดหญ้าคาที่ก่ายพันกันยุ่ง กรงเล็บโลหะอลูมิเนียมที่ดัดขดไปมารอรับสัญญาณอย่ากระหายหิวไม่จบสิ้น เติมลงในจอตู้คับแคบเพื่อเพริดฝันให้ผู้คน
เด็กวัยกำลังซนสองสามคนนั่งห้อยขาแนบหน้ากับเส้นเหล็กล้อมรั้วระเบียงด้วยท่าทีที่จวนตกมิตกแหล่ พวกเด็กๆก็จ้องมองเหม่อลอยราวกับว่าอาการเหม่อลอยคือโรคแห่งยุคสมัย เธอเงยหน้าวนแสงตะวันสบตาว่างเปล่าของเด็กๆจากชั้นสาม เด็กๆที่มองลงมาเบื้องล่างอย่าไม่จำเพาะเจาะจง มองทัศนียภาพอันไร้รูปและไม่เหลือความงามเบื้องล่าง เด็กๆของแฟลตรูหนูซึ่งค่อยเติบโตขึ้นบนโถงทางเดินแคบๆมืดๆ เติบโตขึ้นบนราวบันไดหนืดเหนอะที่เชื่อมระหว่างชั้น ที่ที่พ่อบ้านหน่ายเมียหลบมาสูบบุหรี่ มุมมืดๆ ที่เด็กรุ่นพี่ตั้งก๊วนกันอยู่ เด็กๆที่โลกของพวกเขาค่อยกลายเป็นท่อลึกลับติดหลอดนีออนโดยไม่รู้ตัว ท่อที่เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนจากช่องเปิดปากประตูที่แง้มเปิด เสียงของละครโทรทัศน์ เสียงสนทนาหัวร่อต่อกระซิก หรือเสียงด่าพ่อล่อแม่ลงอารมณ์ติดสำเนียงจากบ้านเกิดของใครของมัน มันสะท้อนก้องราวกับเสียงนั้นถูกขังค้างในสองหู โลกที่กลายเป็นท่อปูกระเบื้องยางล่อนหลุดซึ่งพาพวกเขาหลากไหลไปกับชีวิตหาเช้ากินค่ำ ไหลมาห้อยย้อยอยู่ตรงริมระเบียงคาดราวเหล็ก ฟังเสียงที่ดังมาจากเมื่อวานนี้ เด็กๆที่เกลียดการไปโรงเรียน และเกลียดการอยู่ในห้อง เด็กๆซึ่งจะกรูกันออกมายังร้านเกมใต้ถุนตึก หากพวกเขาพอจะมีเงินสักเล็กน้อย หรือพ่อแม่ของพวกเขาไม่อยู่บ้าน เพริดอยู่กับสีสันพร่าพรายเฉกเช่นกับที่พ่อแม่พวกเขาเพลิดเพิลนกับรายการโทรทัศน์
เธอใกล้ถึงห้องแล้ว กรุ่นความร้อนจากพื้นคอนกรีตไหลซึมอยู่ใต้รองเท้าแตะผิวบาง หล่อนก้มลงมองเด็กทารกที่กำลังหลับ เด็กทารกอ้วนกลมลูกไม่มีพ่อ ที่อีกประเดี๋ยวคงไปตื่นบนเบาะรองนอนของป้าห้องข้างๆ หญิงชราจากนครศรีธรรมราชผู้ซึ่งค่อยๆเซื่องซึมลงทุกวัน แกรับเลี้ยงเด็กบางคนเพื่อแบ่งเบาภาระลูกสาวและลูกเขย ป้าแก่ที่ปากไม่ดี คนจากอีกซีกส่วนของประเทศที่เธอจำต้องฝากผีฝากไข้ ในยามที่เธอต้องออกไปทำงานกะกลางคืน
เธออยู่ในโลกที่เหมือนย่อส่วนประเทศเอาไว้ แต่ไม่มีคนที่มาจากเมืองนี้สักคน มีแต่คนเมืองน่าน คนเมืองพัทลุง คนอยุธยา คนอุดรธานี ตอนนี้คนเหล่านั้นค่อยๆกลายเป็นคนแบเดียวกันแล้ว เพราะที่นี่พวกเขาและเธอต่างพยายามปลอมแปลงตัวเอง แต่ยิ่งปลอมแปลงมากเท่าไร ความแปลกปลอมก็ยิ่งฉายชัดกระทั่งที่สุดพวกเขาและเธอต่างกลายคล้ายกัน เป็นคนที่อื่นที่มาที่นี่เหมือนๆกัน รากของตนรุ่งริ่งอยู่ในสำเนียงภาษาห้อยท้ายคำ หรืออาหารหารกินที่บางที่ก็ทำให้มีน้ำตาเพราะคิดถึงบ้าน แต่ปีกของพวกเขาก็พิกลพิการ อยู่ในวัฒนธรรมอีกระดับที่สร้างเพื่อพวกเขาและเธอ คนต่างจังหวัดที่ร่วมกันอยู่ในโลกเดียวกัน
เธอวางทารกลงบนที่นอน เสื้อที่เธอสวมเปียกชื้นไปทั้งหมด ซึมย้อยจนเธอต้องถอดออก และสวมเฉพาะชั้นในเปียกชื้น พลางคว้าผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำแล้วออกมาเช็ดตัวเด็ก เผือดอยู่กลางแสงนีออนในห้องหับไร้หน้าต่าง เธฮเปิดพัดลม ลมร้อนพัดผมที่หลุดรุ่ยจากการรวบมัดอย่างลวกๆ พลางเธอร้องเพลงกล่อมให้ลูกสาวฟัง
‘นอนเด้อหล้า หลับตาแม่สิกล่อม’
นี่คือสิ่งซึ่งยังคงหลงเหลือบรรพบุรุษร้องเพลงนี้ให้กล่อมพ่อและแม่ซึ่งได้ขับกล่อมบทเพลงนี้สู่เธอ เธอกำลังขับมันอีกครั้ง เพลงกล่อมตอกย้ำประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่โยงใยเธออย่างเลือนรางเข้ากบัสายเลือดอันเข้มข้นเหมือนลำโขง เส้นสายที่ค่อยๆหลุดร่วงทีละเปลาะละเปลาะ เจือจางจนเธออดสำนึกไม่ได้ว่ามันพร้อมจะขาดลงได้ทุกเมื่อ เหมือนหมู่บ้านที่ออกมาแล้วก็ไม่อาจกลับเข้าไปอีก พ่อแม่พี่น้องที่สูญซัดพลัดหาย ลูกสาวที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดมา หากต้องวาดแผนที่ชีวิตตน เธอคงหลงทางกลับบ้านไม่ถูกแล้ว ทำได้เพียงเดินย้อนทวนลำน้ำโขงขึ้นไปจากธารสายน้ำตาซึ่งไหลอยู่ในโตรกลึกของหัวใจ
โลกเร้นลับ
Posted in quote on August 30, 2009 by tropicalmalady
เขาสำนึกได้ทว่ามิอาจเข้าใจสภาวะอันแปรปรวนและวูบไหวของพวกนั้น ตัวตนของเขาเองค่อยๆเลือนหายมลายไปในโลกเร้นลับทึบเทา แม้แต่โลกที่จับต้องมองเห็นได้ซึ่งครั้งหนึ่งผู้ตายเหล่านี้เคยฟูมฟักพักอาศัย ก็กำลังสูญสลายโรยราลง
ผู้ล่วงลับ (THE DEAD) JAMES JOYCE(ภัควดี วีระภาสพงษ์)
เราพบกันในร้านหนังสือซึ่งกำลังลุกติดไฟ
Posted in short short story on May 21, 2009 by tropicalmalady
เราพบกันในร้านหนังสือซึ่งกำลังลุกติดไฟ
ระบำเปลวเพลิงสีส้มโชติช่วงชัชชวาลด้วยเชื้อไฟจากมาเกอริต ดูราส์ ฟรานช์ คาฟกา ยูกิโอะ มิชิมา กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ฮารูกิ มุราคามิ หรือ แดนอรัญ แสงทอง หน้ากระดาษในร้านหนังสือเก่าลุกติดไฟโดยเท่าเทียมกันไม่เลือกว่าคลาสสิคหรือร่วมสมัย พิมพ์ครั้งแรกหรือพิมพ์ครั้งหลังสุด ขายดีหรือขายไม่ออก ราคาถูกหรือราคาแพง เมื่ออยู่นอกเหนือประโยชน์ใช้สอยตามข้อกำหนด จะลำดับชั้นหรือคำวิจารณ์หรือราคาหรือยอดพิมพ์ล้วนไร้ความหมาย เขามองดูมัน ช่างสวยสดงดงามเสียเหลือเกิน หนังสือที่กำลังไหม้ไฟ
เธอเดียวดายอยู่กลางกองเพลิง เหม่อจ้องตัวหนังสือถูกกัดกินในแบบที่จะไม่กลับมาอีกแล้ว แผ่นกระดาษหงิกงอเป็นขี้เถ้าบางกรอบ ตัวหนังสือฉีกออกจากประโยคค้างเติ่งละลายกลายเป็นธุลี รูปประกอบลุกไหม้ไปครึ่งหนึ่งจนดูเป็นรูปอื่น ปกหนังสือซึ่งงอพับจากการหยิบจับไม่ถนอมมือตอนนี้มีขอบสีส้มเรืองแสงซึ่งกระจายตัวอย่างไร้รูปทรง หนังสือที่หันสันออกนอก และอยู่ลึกมุมสุดของร้านได้อวดโฉมชั่วขณะ อาจจะสักหนึ่งหรือสองวินาทีชั่วขณะที่ไฟกลืนกินฝุ่นหนาซึ่งจับบนผิวปกของมัน เปล่าประโยชน์จะดับไฟ ร้านหนังสือคือแหล่งพลังงานอันหอมหวานของเปลวเพลิงซึ่งจะไม่มีทางเลิกราไปได้ง่ายๆ จากที่ที่เขายืนเขาไม่อาจแน่ใจได้ว่าเธอกำลังสะอื้นให้จนตัวโยนหรือกำลังเริงระบำท่ามกลางตัวหนังสือที่กลายเป็นอากาศ เขาเห็นเธอเพียงแวบเดียว เห็นเหมือนการเหลือบแลปกหน้าหนังสือที่วางเรียงอย่างละลลานตา วูบหนึ่งภาพนางแบบสักคนอาจจะติดค้างอยู่ แต่ก็เพียงประเดี๋ยวประด๋าว จากนั้นสาบสูญชั่วนิรันดร์
ดูเหมือนเธอจะเป็นลูกจ้างของที่นี่ เด็กสาววัยมัธยมปลายที่ดูราวกับหลุดมาจากหน้าหนังสือของทินกร หุตางกูร เขาเหม่อจ้องเธอกลางเปลวเพลิงอันร้อนระอุ สงสัยว่าเธอมีอยู่จริงหรือเธอคือตัวละครที่ถูกปลดปล่อยออกมา เธอกำลังมองหาหนังสือสักเล่ม เล่มเดียวที่เธจะเสี่ยงตายหยิบมันเอามาขณะที่ร้านหนังสือกำลังลุกไหม้ด้วอุณหภูมิ 451 องศาฟาเรนต์ไฮต์ ตามชื่อหนังสือของเรย์ แบรดบิวรี่ ซึ่งเขาเชื่ออย่างขำๆว่ามันมีอยู่ในร้านนี้และกำลังลุกติดไฟตามชื่อของตน
เปลวไฟเริ่มผลาญเผาในค่ำคืนหนึ่งของฤดูร้อน เหตุผลดาษดื่นสามัญ เช่นสะเก็ดเปลวไฟจากการระเบิดของสายไฟเก่าผุฟาดลงบนแผงนิตยสารซึ่งอาบมันทั้งเล่มอิ่มเต็มจนแทบบวมพองด้วยหน้าโฆษณาซึ่งถูกสั่งจองล่วงหน้ายาวนานนับปี พระเพลิงเคี้ยวกลืนนางแบบในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยบนหน้าปกป็นสิ่งแรก เสียก็แต่เผาไปทั้งตัวมากกว่าแค่เสื้อผ้าของหล่อน จากนั้นก็เริ่มลุกลามไปตามกัน ชั้นหนังสือคู่มือเตรียมสอบ หนังสือแนะนำชีวิตและหนทางประสบความสำเร็จ หนังสือช่าง หนังสือบทความการเมืองพิมพ์ซ้าครั้งที่สามสิบ หนังสือวรรณกรรมชั้นยอด หนังสือวรรณกรรมที่ไม่มีใครอ่าน หนังสือนอกเวลา หนังสือตำราเรียนที่ไม่เคยได้อ่านไม่ว่านอกหรือในเวลา(ของใคร) หนังสือนิยายเกาหลี นิยายเลียนแบบนิยายเกาหลี หนังสือของคนดัง หนังสือของคนเคยดังที่ตอนนี้ดับไปแล้ว ทั้งหมดล้วนลุกติดไฟประหนึ่งถูกสร้างมาเพื่อที่จะลุกไหม้ รอคอยชั่วชีวิตให้วันนี้มาถึง
เธอหลุดมาจากหน้าหนังสือนั้นแน่นอน เธอผู้ซึ่งเริงระบำสูดควันพิษจากสารระเหยซึ่งล่องลอยจากหมึกพิมพ์ไหม้ไฟ ร้านหนังสือเป็นห้องแถวเล็กคูหาเดียว เขามาพร้อมกับรถดับเพลิงในเวลาอันรวดเร็ว จ้องมองเด็กสาวผ่านหน้ากากกันไฟ หล่อนปรากฏแล้วเลือนลับดับสูญ เหมือนหนังสือที่อานไม่จบ ไม่ก็หน้าที่ขาดหายไประหว่างกลาง หรือหนังสือที่พิมพ์ตกหล่นจนไม่น่าให้อภัย เหมือนบางข้อความที่เขาบังเอิญไปเห็น ไล่สายตาอ่านผ่านๆแล้วจดจำมันได้ทั้งที่ไม่สลักสำคัญอะไร
เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยกลางคน ที่ท่าทางทำให้นึกถึงคุณนายดัลโลเวย์ในหนังสือของ เวอร์จิเนีย วูลฟ์ เธอไม่ได้ไปซื้อดอกไม้ในเช้าวันอาทิตย์ แต่หลับอยู่บนชั้นสามของบ้าน เพื่อนของเขาอุ้มเธอลงมาทั้งชุดนอน คุณนายดัลโลเวย์ผู้แสนเศร้า กิจการเลี้ยงตัวมาตลอดหลายสิบปีหายลับดับสูญในชั่วข้ามคืน แม่พาเขามาซื้อตำราที่นี่ตอนเป็นเด็ก เขาอ่านเรื่องโป๊เปลือย จากพอคเกตบุคตอบปัญหาทางเพศครั้งแรกที่นี่ ประสปการณ์กระอักกระอ่วนรัญจวนใจระหว่างชั้นหนังสือ เขาเคยขโมยหนังสือการ์ตูนจากที่นี่ ฉีกหน้าหนึ่งจากหนังสือบทกวีของพิบูลศักดิ์ ละครพลเพื่อเขียนจดหมายให้หญิงคนรักก็ที่นี่ ยืนอ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นของพิง ลำพระเพลิงพลางหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเหมือนคนบ้าก็ที่นี่ ไม่รู้ทำไมพอเขาโตขึ้นเขาก็อ่านน้อยลง สรรพสิ่งดึงดูดเขาไปหาตัวมัน สรรพสิ่งอื่นๆซึ่งเหมาะสำหรับการดู การเหลือบสายตามอง หรือการจ้องเพ่งอย่างไร้ความหมาย บางสิ่งที่ไม่ใช่หน้าหนังสือ ดังนัเนร้านหนังสือเก่าแก่จึงยิ่งไกลออกไปจากเส้นรอบวงการเดินทางของเขาทุกทีๆ กว่าที่เขาจะรู้ตัวอีกที มันก็กำลังไหม้เป็นจุณอยู่ตรงหน้า
หลังค่ำคืนนั้นเขายังคงเพ้อถึงเด็กสาวอยู่บ้างเป็นบางครั้ง น่าแปลกที่ร้านอินเตอร์เนททางฝั่งซ้าย และร้านขายมือถือทางฝั่งขวาซึ่งมีผนังติดกันไม่ได้เป็นอะไรเลย มันราวกับไฟเลือกเผาเฉพาะร้านหนังสือเก่าของคุณนายดัลโลเวย์เท่านั้น กลุ่มอาคารตึกแถวตอนนี้ดูคล้ายฟันหน้าที่หลอไปซี่หนึ่ง ใต้กองไม้ไหม้ดำเขาไม่แน่ใจว่าจะมีหนังสือเล่มใดเหลือรอดมาได้ ซึ่งหากมีมันคงบวมพองจากการดูดซับน้ำที่ใช้ดับเพลิงเข้าไปจนเต็มมากกว่า
ไม่มีใครคิดถึงร้านหนังสือที่สูญหายไปมากนัก ร้านหนังสือแฟรนไชส์จากเมืองหลวงซึ่งเปิดมาก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนได้กอบโกยเอาทุกความต้องการของคนทั้งชุมชนไปจนหมดสิ้น หนังสืออกใหม่พร้อมกับกรุงเทพ ในราคาลดสิบเปอร์เซนต์ ชั้นหนังสือขายดีแออัดไปด้วยหนังสือสำหรับดูมากกว่าอ่าน ไม่มีใครพบเห็นคุณนายดัลโลเวย์อีกหลังจากค่ำคืนนั้น ราวกับเธอเองก็สละชีพตนในกองไฟโดยไม่มีใครรู้ เขายังขี่มอเตอร์ไซคล์ผ่านไปทางนั้นตอนที่ไปทำงาน ทุกครั้งเขาจะรำพึงถึงเด็กสาวซึ่งเต้นรำกลางกองเพลิง เด็กสาวที่เขาสรุปเอาเองว่าไม่มีอยู่จริง หรือหากจะมีอยู่ก็คงมีเฉพาะแต่ในนิยาย เขาเลิกคิดถึงหล่อนด้วยวิธีเดียวกับที่เลิกอ่านนิยาย ฤดูฝนเดินทางมาถึงในอีกไม่กี่เดือนต่อมา ฝนที่มีทุกรูปแบบ และตกลงมาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ตกแค่สักสิบนาที หรือบางทีอาจจะตกอยู่ติดกันหนึ่งสัปดาห์อยู่อย่างนั้น เมืองทั้งเมืองป่วยไข้ อมทุกข์และบวมพองอยู่ในสายฝน ราวกับอาคารบ้านเรือนดูดน้ำฝนเข้าไปจนฉ่ำ ทุกสิ่งชื้นไปหมดทั้งๆที่เก็บไว้ไกลน้ำ และโดยไม่ทันที่ใครจะสังเกตนั้นเอง เหล่าต้นไม้มากมายก็งอกออกมาจากซากของร้าน รากของมันเกาะเกี่ยวอยู่กับเศษเสี้ยวหนังสือของอัลแบร์ กามูส์ที่เหลือค้าง บ้างก็งอกมาจากหนังสือของโกวเล้ง ของไม้ เมืองเดิม ของกฤษณา อโศกสิน ของอนุสรณ์ ติปยานนท์ ของยาสึนาริ คาวาบาตะ ของรพินทรนารถ ฐากูร ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ของคาลิล ยิบราน ของมิลาน กุนเดอรา หรือกระทั่งซาดัก เฮดายัท ต้นไม้ที่ควรจะมืดดำหงิกงอก็กลับงอกงามแตกใบ ร้านหนังสือตายกลายเป็นป่าดงดิบในชั่วหนึ่งฤดูฝน บางทีเขาก็เห็นเด็กสาวจากทางหางตา เธออยู่ระหว่างพุ่มไม้ แล้วจ้องมองมาทางเขา เด็กสาวที่ทำให้เขาคิดถึงหนังสือสักเล่มที่เขาน่าจะเคยอ่านเมื่อนานแสนนานมาแล้ว แต่เขาไม่อาจจดจำมันได้อีก หนังสือซึ่งพิมพ์อย่างเจียมตัวสักห้าร้อยเล่ม ขายอย่างเจียมตัวในร้านหนังสือ ถูกทิ้งให้จมกองฝุ่นโดยไม่มีใครได้อ่านมัน หนังสือที่ในที่สุดคนก็ลืมๆไป
ป่าที่งอกขึ้นจากนิยายคลาสสิคยังคงขยายตัวไม่หยุดยั้ง แม้ร้านอินเตอร์เนท และร้านขายโทรศัพท์มือถือจะไปจ้างคนงานพม่ามาหักร้างถางพงสักเท่าไร มันก็งอกใหม่เพียงไม่กี่วัน ไม้เลื้อยเกาะเกี่ยวไปตามผนังของทั้งสองฟาก แตกใบเขียวชอุ่มที่หากมองดีๆอาจพบเห็นตัวหนังสือของปราโมทยาในบางใบ และของ การ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซในอีกบางใบ รงค์ วงษสวรรค์ ในเปลือกของต้นไม้ที่เลื่อมพรายจนมองไม่ชัด หรือน้ำค้างที่อาจค้างอยู่ในยามเช้าบนใบไม้ซึ่งเติบโตจากหนังสือบทกวีอันขมขื่นของ อาตูร์ แรงโบด์
วิวัฒนื เลิศวิวัฒน์วงศา I FILMSICK
21 พฤษภาคม 2552
เรื่องผี
Posted in short short story on May 12, 2009 by tropicalmalady
ตลอดเวลาผมอยู่กับเสียงกระซิบของภูติผี แม่กำชับเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อครั้งผมยังเป็นเด็ก แม่ผู้ซึ่งเสียชีวิตอย่างเอน็จอนาถต่อหน้าต่อตาผมในอีกสี่ปีต่อมา แม่บอกผมว่าผมจะต้องไม่แย้มพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้ ผมมานึกออกทีหลังว่าแม่กำชับสิ่งนี้กับผมหลังจากแม่ตายไปแล้ว
ผมพึงใจในการพูดคุยกับคนตายมากกว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะเกือบทั้งหมดนั้นแทบจะเรียกได้ว่าการพูดคนเดียว หลังจากตายลงเวลาของผู้คนจะหยุดนิ่ง พวกเขาไม่เหลือประสปการณ์ใหม่ๆให้ค้นพบอีกต่อไป คล้ายกับว่าต่างพากันติดอยู่ในเขาวงกตของเหตุการณ์ซ้ำๆ ภูติผีจึงมักปรากฏให้เห็นในที่ที่พวกเขาตาย วนเวียนในเหตุการณ์เดิม เหตุการณ์ที่เลือกได้บ้างไม่ได้บ้าง การมองเห็นของผมในบางครั้งทำลายผมวงกตนั้นลง ผลตอบแทนของการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวงล้ออนันตกาลของภูติผีนั้นส่งผลกระทบ ร้ายแรงมากกว่าที่คิด แม่ของผมเป็นคนแรกที่บอกผมเรื่องนี้ บางทีผมคงเริ่มเห็นสิ่งเหล่านี้หลังจากแม่ตายลง กล่าวอย่างง่าย ความตายของแม่เป็นผลพวงจากเรื่องเหล่านี้
เรื่องราวมีช่องโหว่ ผมไม่แน่ใจว่าผมเริ่มเห็นมันเมื่อใด แต่สรรพสิ่งเข้มข้นขึ้นหลังจากการตายของแม่ ข้อนั้นแน่แท้ แม่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ตามคำพูดของแพทย์ชันสูตรศพ และตำรวจ แต่ผมเห็นกับตาว่าแม่ตายอย่างไร ถ้าการฆ่าตัวตายเป็นทางเลือก ผมสาบานได้ว่าแม่ไม่ได้เลือก ก็พวกภูติผีนั่นล่ะ ผีของบรรพบุรุษ ผีซึ่งกระซิบกระซาบกันตลอดเวลา ผีที่ควรดับสูญไปแล้ว ผีที่ควรติดอยู่ในเขาวงกตส่วนบุคคล ผีที่ผมมองเห็นมัน และปล่อยให้พวกมันฆ่าแม่ของผม ผมเลิกไหว้เจ้าตั้งแต่นั้น เลิกเคารพผีบรรพบุรุษ คนตายกลายเป็นสิ่งอื่น ความสามานย์ของพวกมันถูกลบเลือนหลงลืม ลักษณะการเคารพบูชาอยู่ในรูปแบบเดียวของเทพ ตอแหลกันทั้งเรื่อง ถ้าคุณเห็นแม่ผมตาย ประณีตบรรจงราวกับคืองานศิลปะชิ้นเดียวที่แม่สร้างขึ้น พอแม่ตายแม่ก็กลายเป็นพวกเดียวกับภูติผีพวกนั้น ถ้ามันเริ่มต้นจากความรัก ผมก็สมควรกลัวแม่ของผมได้แล้ว ไม่เช่นนั้นผมก็ต้องเกลียด เช่นเดียวกับที่ผมเกลียดชังผีบรรพบุรุษ
ผีของแม่เฝ้ากระซิบกระซาบ “แกต้องไม่บอกเรื่องนี้กับใคร แกต้องไม่บอกว่าแกเห็นผี แกต้องดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แกไม่เห็นฉัน แกรู้ใช่ไหมว่าถ้าเรามองเห็นกันและกันมันจะมีแต่เรื่องเดือดร้อน”
แม่ทำให้ผมเศร้า สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือการที่เราต้องเห็นผีของคนที่เรารัก ซึ่งตอนนี้อยู่กันคนละมิติกับเราเสียแล้ว ซึ่งเคียดแค้นเราเสียแล้ว และพร้อมจะทำลายล้างเราลงแล้ว
ใกล้จะมืดแล้ว แสงโพล้เพล้ประกอบนากฏกรรมอำลาของกลางวันที่กำลังเคลื่อนจากไป กลางคืนเป็นเวลาของภูติผี ข้าพเจ้ามองเห็นมัน หวาดกลัวและเกลียดชังจับใจ แต่ไม่เพียงแต่กลางคืนหรอก ผีอยู่ทั้งในที่ซึ่งสว่างไสว อยู่ในตรอกซึ่งมืดทึบ หรืออยู่ในห้องที่เปิดไฟสว่างจ้า เราไม่อาจมองเห็นภูติผี คนที่มองเห็นภูติผีคือคนที่กำลังจะตาย แม่จ้องมองมาด้วยดวงตาอาฆาต การเห็นผีคือทัณฑ์ทรมานจากรุ่นสู่รุ่น มีภูติผีอยู่ในร่างกายของผม ไหลเวียอยู่ในเลือดเนื้อ สัดส่วนอันไม่เท่ากันในแต่ละคนอันเป็นมรดกตกทอดของผีบรรพบุรุษ ซึ่งเราไม่มีทางหลบหนีได้ มีผีอยู่ในสายเลือดของผม วิทยาศาสตร์ขานนามมันเป้นสิ่งอื่น ซึ่งที่แท้ก็อธิบายเรื่องเดียวกันด้วยศัพท์คนละชุด พลังอำนาจของถ้อยคำมันร้ายกาจกว่าที่คิด พลิกลิ้นสองสามคำ ความหมายดั้งเดิมของสิ่งเก่าก็ดับสูญ กลายเป็นเพียงความไร้สาระขาดสติ ความงมงายโบร่ำโบราณ
ให้มันมืดเถอะ พอความมืดห่มคลุม ผมอาจจะกลายเป็นผีก็ได้ ผมทุกข์ทรมานกับมันมามากพอแล้ว การกระทำเป็นไปอย่างประณีตบรรจง เหล็กแหลมซึ่งเผาไฟมาอย่างดี
ผมได้ยินเสียงฉ่าๆเหมือนน้ำเดือด ตอนที่เหล็กแหลมนั้นทิ่มแทงดวงตาผม ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่หลังจากนี้ผมจะมองไม่เห็นผีอีก แต่ถ้าผมตายผมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกมัน
scene from CARNIVAL OF SOUL directed by HURK HURVEY
การตายอย่างโดดเดี่ยว
Posted in short short story on May 11, 2009 by tropicalmalady
เธอคิดถึงการตายอย่างโดดเดี่ยว โปรดอย่าเอ่ยถึงมันอีกเลย สรรพสิ่งได้คลี่คลายโฉมหน้าของมันออกมาแล้ว ทั้งความรัก ความสุข หรือความเกลียด และความทุกข์ จู่ๆเธอค้นพบว่าเป็นการดีกว่าถ้าเธอจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น เพื่อที่จะได้ตายอย่างสงบเพียงลำพัง
บ้านทั้งหลังนั้นเศร้าสร้อย เธอคิดถึงความรักที่เธอมีต่อเขาเหมือนสีฟ้าหม่น สีซึ่งเธอรักขณะมองมันอย่างเศร้าๆ ในชั่วขณะที่เขารักเธออย่างยิ่งเธอรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าเขาต้องรักเธอเพื่อ ไม่ให้ตัวตนของเขาสลายไปเท่านั้น ความรักเป็นเครื่องยืนยันการมีชีวิตอยู่ของเขา เธอคิดถึงเรืองนี้อย่างเศร้าๆ เธอพบว่าเธอไม่รักเขาเลย ถ้าคำว่ารักจะมีความหมายจริงๆล่ะก็ มันก็ไม่ใช่เรื่องว่าเธอรักคนอื่น มันคือเรื่องที่ว่าเธอไม่รักใครเลยต่างหาก
เธอเหม่อมองอย่างเลื่อนลอยไปที่สรรพสิ่งต่างๆรอบๆตัว มองโดยไม่จับจ้อง มองโดยไม่สามารถบรรยายรายละเอียดใดๆได้อีกต่อไป มองประหนึ่งเพียงกวาดสายตาไปตกต้อง เธอหยิบจับข้าวของในห้องนี้มานับหมื่นครั้ง แต่เธอไม่สามารถบรรยายได้แม้เพียงแต่น้อยว่าอะไรอยู่ตรงไหน นั่นคือวิธีการที่เธอมีชีวิต กับทุกๆเรื่องมันประหนึ่งว่าเป็นเพียงกลไกอัตโนมัติที่เธอเล่นตามมันไปอย่างทึ่มทื่อ พวกเขาไม่มีทางรู้ว่าเธอกำลังเสแสร้ง ไม่รู้ว่าข้างในตัวเธอนั้นกลวงเปล่า เธอแค่แสร้งว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็เท่านั้น
แสงตะวันจับต้องสิ่งต่างๆในตอนนี้เหมือนดวงตาของเธอ และคงจับต้องลงบนรูปทรงของเธอด้วยอาการเดียวกัน นั่นคือเฉยเมยและไร้ความหมาย ปล่อยให้คนซึ่งหยิบยืมแสงตะวันมาสะท้อนลงบนดวงตาคนตีความกันไปเองว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้คือความรัก
เธอคิดถึงรูปทรงของเขาอย่างคลุมเครือ ส่วนโค้งของเส้นร่างของเขา เธอคิดถึงมันเหมือนกับกำลังวาดรูปเขาด้วยดินสอถ่าน รอยสากของตอเครา ดวงตาซึ่งอ่อนล้าอยู่ตลอดเวลา เธอคิดถึงการจูบเปลือกตาเพื่อให้เขาหลับลงในตอนกลางคืน นั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นอัตโนมัติ แต่มันเป็นสิ่งอัตโนมัติซึ่งมีความหมายของมัน เธอกำลังพยายามอธิบายิสิ่งที่เธอไม่สามารถอธิบาย
แล้วเธอก็คิดถึงการตายอย่างโดดเดี่ยวอีก การไปพ้นจากทุกความรู้สึก ตอนที่เธอตายเธอต้องการจะอยู่ลำพัง ความคิดนี้เป็นสิ่งเดียวซึ่งแน่วแน่ และเธอเชื่อว่ามันถูกต้อง เธอรักความรัก เอทำเพื่อทุกๆคน แต่ที่เธอต้องการจริงๆก็แค่การตายอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ต้องครุ่นคำนึงใดๆอีก ตลอดอายุ สามสิบเก้าปีของเธอ เธอพบว่าเธอรู้สึกพึงใจที่สุดก็ต่อเมื่ออยู่ตัวคนเดียว
เธอคิดถึงตัวเธอในอีกมิติหนึ่ง โลกฝั่งตรงข้ามที่มีความจริงทางเลือก เธอรักและเลิก มีเซกส์ และมีชีวิต เธออยากให้ตัวเองเป้นนักดนตรี เสพยา และมีชีวิตรันทด เธอคิดว่าบางทีชีวิตแบบนั้นเธออาจได้ค้นพบความรัก การต้องการเป็นเจ้าของอะไรสักอย่างมากๆ ความรักแบบสวยสดงดงามอะไรนั่นมันโกหกทั้งเพ ความรักนี้ไร้เดียงสาและไม่มีศีลธรรม มีแต่การครอบครองและความกลัว ความรักถูกตัดตอนเพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง ความรักที่เหมาะควรเลยเป็นเหมือนบอนไซต้นหนึ่ง
เธอคิดถึงเรื่องของตัวเองกับคนอื่นๆ กับเขา กับลูกสาวอายุแปดขวบ กับแม่ของเธอ กับชู้รักที่เธอคิดเอาเองว่ามีกับเขาคนหนึ่ง เธอเหมือนเป็นคนนอกต่อเรื่องทั้งหมด เพราะเธอไม่ได้รักอย่างจริงจัง เธอสงสัยความคลุมเครือพวกนั้น เธอแกล้งทำว่ารักได้ แต่มันก็กลวงเหมือนท่อน้ำกลวงๆซึ่งคงมีอะไรอุดตันอยู่ระหว่างทาง น้ำเลยมาไม่ถึง เธอคิดถึงท่อกลวงๆในร่างกายของเธอในฐานะของท่อน้ำทิ้งที่กำลังเอ่อท่วมขึ้นมาตรงอ่างล้างจาน
เกิดมาคนเดียว ไปก็คนเดียว แต่เธอผูกแขนขาตัวเองเข้ากับคนอื่นๆตั้งแต่ตอนที่เธอเกิดมา ความรักเป็นเหมือนการใช้หนี้สินไม่รู้จบอย่างหนึ่ง จ่ายความรักไปก็ต้องตอบแทนกลับคืน เธอคิดถึงวัยสาวของตนกับความรักอันสุดลิ่มทิ่มประตูที่ไม่สนใจอื่นใด นั่นก็เป็นเพียงมิติคู่ขนาน เพราะเธอเติบโตมาแบบที่ ‘ผู้หญิงดีๆเขาเป็นกัน
ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องที่ปิดประตูจากทุกด้าน เธอคิดถึงความรักอย่างเศร้าๆ เธออาจจะเคยรักครั้งหนึ่ง ตอนที่หมาของเธอตาย มันโดนรถชนตอนที่เธอไปโรงเรียน เธอร้องให้ให้กับมัน เธอสงสัยว่ามันจะเป็นความรักหรือไม่ หรือเป็นความรักที่แท้หรือไม่ เพราะพอผ่านไปสองสามอาทิตย์ เธอยังร้องให้อยู่ และพ่อกับแม่เริ่มเป็นกังวลแล้ว ว่าเธอเศร้าเสียใจนานเกินไป เธอไม่เคยเสียใจให้กับเรื่องใดให้แบบนั้นอีก ‘มันมากเกินไป’ และเธอก็ไม่เคยรักอีก นั่นเท่าที่เธอรู้ เธอเชื่อมั่นว่าถ้าเขาตายก่อนเธอ เธอควร้องให้ แล้วจัดงานศพให้เขา ค่อยๆลืมเขาไป ชีวิตมันก็เป็นแบบนั้น เธอได้แสดงความรักตามสมควรแล้วเดินหน้าต่อไป มันก็เสแสร้งแกล้งทำกันทั้งหมด
เธอแสร้งแกล้งทำว่ากำลังตายอย่างโดดเดี่ยวในห้องครัวของบ้าน ซบหน้ากับโต๊ะกินข้าว แสร้งว่าหยุดหายใจ อากาศสงบนิ่งอื้ออึงในสองหู ปอดซึ่งอัดอากาศค่อยๆแฟบลง เธอกำหมัดแน่น การทดลองตายนั้นทรมานเกินไป เธอจึงหายใจต่อ แต่ยังคงอยู่ในท่านั้น เธอกำลังตาย ตายอย่างโดดเดี่ยวในบ้านของเธอเอง แล้วเธอก็ม่อยหลับไป ตื่นเพราะลูกสาวมาปลุก เด็กหญิงกอดรัดเธอ เธอรู้สึกอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย แค่เล็กน้อยเท่านั้น ถ้ามันจะเป็นความรักล่ะก็ เธอก็คงพอรับได้ที่จะแกล้งทำนั่นนี่ต่อไป
บันดาลใจอย่างไม่เกี่ยวข้องจาก I CAN NO LONGER HEAR THE GUITAR โดย PHILLIPE GARREL