โครงการข้าพเจ้า -1 ความป่วยไข้

Posted in short short story on September 7, 2009 by tropicalmalady

โครงการข้าพเจ้า I-PROJECT : THE FRAGMENT

บันดาลใจจากภาพกระดาษทดที่เรียงรายบนโต๊ะในโปสเตอร์หนังเรื่อง SYNECDOCHE, NEW YORK

กรุณาอย่าเรียงลำดับ

พวกเธอค่อยๆสอดท่อลงในปากของผมช้าๆ ท่อซึ่งหล่อลื่นโดยเจลเหนียวลื่นไหลลงหลอดอาหารอย่างยากลำบาก สิ่งแปลกปลอมซึ่งหยุ่นแข็งแทงลงมาในคอของผม ถึงที่สุดร่างกายของผมกลายเป็นชุมทางของท่อสายยางมากมาย สารน้ำซึ่งเคลื่อนเข้าทางแขน และไหลออกผ่านท่อสวนปัสสาวะ เส้นเลือดนอร่างหายระโยงระยางดังเครือข่ายของภูติผีที่ผมไม่รู้จัก พวกเธอกำลังยื้อยุดชีวิตของผมไว้โดยการอาจหาญเล่นตลกกับพระเจ้าและยมทูต

ผมจ้องมองอดีต อิจฉาตัวเองในวัยหนุ่ม ตอนนี้ผมขยับได้เฉพาะซีกขวาของร่างกายแล้ว มันไม่ฟังคำส่งใดๆ ผมกำลังถูกไล่ออกจากตัวเองด้วยอาการอ่อนเปลี้ย ปฏิเสธทุกกระแสสำนึก ผมสงสัยอย่างหวาดกลัวว่าที่แท้แล้ว ตัวตนของผมหาได้มีแขนขาไม่ มันเป็นรูปทรงของสิ่งที่ผมไม่รู้จัก ผมกลัวเหลือเกินว่ามันจะเหมือนตัวประหลาดในหนัง หรือเหมือนกับผีกระสือ

ผมมองดูตัวผม ราวกับมองดูหนังเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นชีวิตของผู้อื่น เว้นแต่ความเจ็บปวดซึ่งมีอยู่จริงและความเฉยชาซึ่งมีอยู่จริง มันจริงอย่างน้ยอก็กับผม ความเจ็บปวดกระตุ้นให้ผมตระหนักรู้ถึงตัวตนของตนเองแต่มันอาจจะหลอกลวงก็ได้ ตอนนี้ต่อให้คุณเอาเลื่อยมาเลื่อยแขนข้างซ้ายของผมผมก็ไม่รู้สึกอีกแล้ว เว้นแต่ว่าผมกลัวจับใจ ความกลัวคือความเจ็บปวด หรือความเจ็บปวดคือความกลัว หรือว่าความกลัวสร้างความเจ็บปวด หรือความเจ็บปวดสร้างความกลัว มันเกี่ยวข้องกันหรือไม่เกี่ยวข้องกันวะ ล้วตัวตนข้างซ้ายดำรงคงอยู่อีกไหม หรือมันไม่มีจริง ผมเหลือตัวตนเฉพาะข้างขวา หรือนี่ไม่ใช่ตัวตนของผม

ผมได้ยินสิ่ที่ผมกพูไม่ถนัดนัก มองเห็นแต่เพียงเพดานสีขาว ความเจ็บปวดตรงนั้นตรงนี้ซึ่งไม่รู้ว่าตรงไหน ผมพยายามคิดทบทวนบางเรื่อง แดดอุ่นของเดือนมีนาคม ลมทะเลกลางคืน ทุกสิ่งค่อยๆไกลออกไป ห่างออกไปเหมือนเสียงเรียกจากอีกฝั่งของหน้าผา เลือนจางไปเหมือนกลิ่นที่ติในเสื้อผ้าของคนตาย ผมไม่ควรคิดถึงเรื่องความตาย เป็นที่แน่ชัดว่าผมจะไม่ตายในตอนนี้ เพียงแค่ม่ามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป ผมโดนร่างกายปฏิวัติ ถูกขับไล่ไปเป็นพลเมืองชั้นสอง

มาถึงตอนนี้ทุกสิ่งก็ค่อยๆเลือนจางลงไป สายลม หรือสัมผัสอะไรที่ผมเคยได้รู้ กระทั่งทักษะง่ายๆเช่นการเช็ดก้นตัวเอง ก็ไม่เหลือติดค้างในความทรงจำอีกแล้ว กล่าวเช่นนั้นไม่ถูกต้อง สมองยั่งสั่งการได้แต่ร่างกายไม่ทำการตอนนี้ร่างกายของผมกลายเป็นของสิ่งไร้ ชีวิตอื่นๆเช่นสายยาง ท่อสวน เครื่องิเลคทรอนิกส์ดังบี๊บบี๊บ ขยับเคลื่อนไหวอยู่ในมือนุ่มนวลที่มีสีขาวและรอยสากระคายของ ผงแป้งซึ่งโปรย กันถึงมือยางติดกัน ผมกลายเป็นคนอื่น ไม่ก็ถูกขังเอาไว้ ในกรงที่มีชื่อว่าร่างกาย ผมกำลังพยายามปรับตัว กับซีกที่เหลืออยู่ ผมค่อยๆลืมเรื่องการเดิน หรือการวิ่งไปแล้ว ผมกำลังรอคอยการกำเนิดใหม่ ในร่างที่มีน้ำลายไหลย้อยตรงมุมปากเสมอ ผมคิดถึงผม และผมกลายเป็นอื่น

ผมปล่อยให้ท่อเหล่านั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของผม มันคือเส้นเลือด หรือหลอดลมกระทั่งปากและลิ้นซึ่งอยู่นอกร่าง เวลาร่ากายข้างขวาของผมสำผัสมันขณะของเหลวไหลผ่าน มันอุ่นและร้อนเหมือนเส้นเสือดจริงในตัวผม(ซึ่งผมไม่เคยสัมผัสเส้นเลือดในตัวผมมาก่อน ผมค่อยๆเชื่อทีละน้อยว่ามันคือตัวตนของผม ถึงที่สุดแล้ว ไอ้เครื่องบี๊พบี๊พนั่นต่างหากที่แสดงว่าผมมีชีวิต ไม่ใช่ร่างกายข้างซ้ายแต่อย่างใด

ผมเหม่อจ้องไฟสีแดงกระพริบ ประหนึ่งจ้องมองหัวใจเต้น หัวใจที่ผมไม่เคยจ้องมองมันมาก่อน

ฟองอากาศบนกระเป๋าผ้าร่ม

Posted in short short story on September 7, 2009 by tropicalmalady

เธอมาจากอุบลราชธานี มาจากหมู่บ้านเล็กๆที่ทุกข์

ยากแสนเข็ญ ทุกข์ยากแสนเข็ญเฉกเช่นเดียวกับหมู่บ้านเล็กๆจากทั่วทุกสารทิศในประเทศอันทุกข์เข็ญนี้

เธอมาถึงเมืองนี้ได้สามปีแล้ว ทำงานที่คนตัวเล็กๆจากหมู่บ้านเล็กๆอันทุกข์เข็ญจะทำได้ เธอมีนิ้วเท้าแค่เก้านิว นิ้วก้อยของเท้าข้างซ้ายกุดหายไปตั้งแต่เยาว์วัยในหมู่บ้าน พอมาถึงเมืองนี้เธอพยายามเลี่ยงการสวมรองเท้าแตะ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน และหวังว่ารองเท้าที่ปิดมิดชิดจะช่วยให้เธอลืมว่าเธอมีนิ้วเท้าเพียงเก้านิ้ว

ตอนเธอมาถึงที่นี่ เธออุ้มเด็กมาด้วยคนหนึ่ง เด็กทารกตัวอ้วนกลมผิวเผือดที่กำลังป่วยไข้ เด็กทารกที่ร้องให้จ้าสลับกับไอ เด็กทารกที่น้ำมูกเยิ้มย้อย เด็กทารกที่ดูไม่เหมือนเธอเลยสักนิดอ เด็กทารกหน้าจิ้มลิ้ม เปล่งปลั่งแบบที่คนมีเงินเท่านั้นที่จะสามารถมีบุตรเช่นนี้ได้ เด็กทารกที่ถูกห่อมาในผ้าอ้อมลายตุ๊กตาน่ารักที่หากจ้องมองเนิ่นนาก็ชวนให้พาฝันถึงโลกพิเศษของเยาว์วัย เด็กทารกที่ถูกทำไม่ให้เป็นของเธอเสียตั้งแต่สบตาครั้งแรก

หากเธอยืนยันว่าเด็กคือลูกของเธอ ยัดเยียดเด็กใส่มือหมอให้ช่วยตรวจหาอาการป่วยไข้ เด็กตัวร้อน เช็ดตัวแล้วก็ไม่ดีขึ้นร้องใชไห้ไม่หยุดตลอดคืน เธอแทบไม่ได้หลับนอน จ่ายยาน้ำมาสักสามสี่ขวด ทำยังไงก็ได้ให้ไอ้เด็กนี่เงียบเสียที

น่าขันเพราะเด็กเป็นเด็กหญิง การที่เธอเรียกเด็กว่าไอ้เด็กทำให้หมอพิศวงอยู่ลึกๆในหัวใจ ด่วนได้ตัดสินจากข้อมูลทางตา เธอหาใช่แม่เด็กไม่

หมอเองก็เป็นแม่คน หมอผู้หญิงอายุสามสิบสองผัดหน้าเป็นสีชมพูดจัด ใช้เวลาตลอดเช้าข่มอารฒณ์โกรธขึ้นที่ลูกสาวของหมองอแงไม่ยอมไปโรงเรียน หมอไม่แทนตัวเองด้วยคำว่าฉันอีกเลยหลังเรียนจบเว้นแต่กับลูกสาว สามีของหมอก็เป็นหมอ บางทีทั้งหมอและสามีหมอก็แทนตัวเองว่าหมอ ความสัมพันธ์ของแม่กับลูกสาวเป็นเรื่องลึกลับ หมอไม่กล้าพูไม่กล้ากระทั่งคิดว่าบางทีหมออาจจะเกลียดลูกสาวของตัวเองอยู่ลึกๆ

บ้านของหมออยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรร บ้านแบบที่อาณาบริเวณสำหรับสนามหญ้าน้อยๆและรั้วรอบขอบชิด หมอชอบเหม่อคิดถึงสวนดอกไม้ที่หมอลงมือปลูกเองและชอบลืมเรื่องหนักอกอย่างลูกสาวหรือแม่ของสามีที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ หมอเก็บความพิศวงเหล่านี้ไว้ในใจ เงยหน้าพูคุยกับหญิงสาวที่กำลังเหม่อจ้องรูปวอลเปเปอร์ขนาดใหญ่ยักษ์ ภาพทางเดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้สีเหลืองพราวพราย ดินแดนแสนไกลที่เธอไม่อาจไปถึง เธอก็เหม่อเหมือนกัน เหม่อลอยไปพร้อมกับหมอในห้องตรวจ หมอกลับมาแล้วเธอจ่ายยาน้ำสามสี่อย่างให้กับหญิงร่างท้วมผิวน้ำผึ้งเกรียมแดด ใบหน้าเปื้อนฝ้าสำน้ำตาลอ่อน ร่องรอยหลงเหลือจากประวัติศาสตร์ของเครื่องสำอางราคาถูก ฝ้าซึ่งเป็นเครื่องหมายติดตัวเหมือนเลขสักบนท้องแขนของคนยิวในสงครามโลก สลักเอาความยากจนโง่เง่าฉาบลงบนใบหน้าเธอซึ่งไม่มีหนทางลบเลือนได้ชั่วนิรันดร์

ออกจากคลินิก เธอป้อนยาให้ทารกเสียตรงหน้าคลินิกอย่างงกๆเงิ่นๆ คนไข้รอตรวจจ้องมองผ่านประตูกระจกมาอย่างไม่ไว้เนื้อเชื่อใจเกรงเธอจะทำเด็กหล่นมือ จินตนาการเพริดถึงภาพทารกร่วงหล่นตกแตกเป้นแตงโมผ่าซีกเพราะพวกเขาและเธอหาเคยเห็นทารกหล่นมือไม่ และภาพเนื้อในสีแดงน้ำแตงโมชวนระทึกขวัญเชิงอุปมากว่าเป็นไหนๆ ผิวเผือดของทารกบาดตัดผิวเข้มของเธอ

ฉันจะไม่มีวันให้คนรับใช้แบบนี้แตะต้องลูกของฉันอันขาด ใครสัคนนึกในใจ

มันก็จริงเรื่องที่เธอเคยเป็นคนรับใช้จริงเช่นที่ว่าตลอดอนาคตอันไม่ยาวนานนักของเธอจะไม่ได้มีชิวตที่ดีไปกว่านตอนนั้น หรือตอนนี้ ตอนที่แดดบ่ายเต้นรำลงบนผิวของคนเดินถนน เต้นรำอยู่บนหลังราคารถเมลล์ปรับอากาศ เต้นรำไร้ร่องรอยบนฝุ่นหนาจับใบไม้ของต้นไม้ริมถนน ทารกหลับไหลไปหลังได้ยาลดไข้ ลดน้ำมูก และยังคงอยู่บนอ้อมแขนของเธอที่ยังคงดุ่มเดินฝ่าข้ามดงคนมุ่งหน้ากลับห้องเช่าของตัว

เธออุ้มเด็กลัดเลาะไปตามบาทวิถี สองแขนเมื่อยขบอ่อนล้าตระหนักเตือนให้เธอคิดถึงกระเป๋าใบหนึ่ง แรกทีเดียวเธอออกจากบ้านพร้อมกระเป๋าใบนั้น กระเป๋าหิ้วสีน้ำเงินสกรีนลายคล้ายคลึงยี่ห้อดังเปลี่ยนสลับตัวอักษรเสียบางตัวมองจากที่ไกลแทบไม่รู้ว่าคนละยี่ห้อกัน กระเป่าผ้าร่มราคาถูกที่มีสายจับยาวพอจะสอดคล้องไหล่ กระเป๋าผ้าร่มที่พอโดนฝนจะเปื่อยพุพองออกมา มันพุพองเป็นฟองอากาศซึ่งเธอไล้เล่นตลอดการเดินทาง เธอวางกระเป๋าบรรจุสัมภาระวไว้บนตัก ปล่อยน้ำหนักแห่งความหวังกดทับหน้าขา ครึ่งหลับครึ่งตื่นบนรถโดยสารปรับอากาศชั้นสอง ฟองอากาศที่น่าเกลียด ที่บรรจุความทุกข์เข็ญของเธอติดตัวมา กระเป๋าสูญหายไปแล้ว แต่ผิวผ้าร่มด้านๆกลวงๆยังติดอยู่ตรงปลายนิ้ว พื้นผิวอันพุพองเหมือนท้องที่โย้โดยไม่มีพ่อ กระเป๋าใบนั้นสาบสูญไปพร้อมกับข้าวของจากบ้านเก่าซึ่งค่อยๆทอนความหมายของมันลงหลังจากเธอได้งานที่แรก งานคนรับใช้ในบ้านคนมีเงิน งานที่เธอทำเพียงไม่นานนัก แต่กลับติดตัวเธอทั้งชิวตดั่งต้องสาป บางทีอาจเพราะใบหน้าของหมอที่เตือนให้เธอคิดถึงคุณผู้หญิง ใบหน้าของคนมีเงินคล้ายคลึงกัน อวบอิ่มนิ่มนวเหมือนขนมที่เพิ่งเคาะออกมาจากพิมพ์ แต่ใบหน้าของคนเช่นเธอก็คล้ายคลึงกัน แห้งโหย เกรียมแดดเหมือนขนมที่ถูกอบนานเกินไป ฟีบฝ่อจนมีแต่ต้องโยนทิ้งถังขยะ

ตึกสูงเสียดตัวขึ้นท้าทายลมฟ้าอากาศ มันยืดโย่งโย้เย้เหมือนดงตาลที่แข่งกันเหยียดตัวขึ้นหาแสงแดด ห้องตึกแถวที่มืดหม่นโดยตัวของมันจนกระทั่งสีเหลืองขาไก่ที่ฉายผนังตึกมอซอลงไปโดยไม่ต้องรอแดดฝน ห่อหุ้มเนื้อด้วยด้วยลวดลายโค้งแข็งของเหล็กดัดติดกรอบหน้าต่าง มุ่งลวดเขรอะฝุ่นและราวระบียงปรอะสนิม ส่งเสาอากาศโทรทัศน์โย้ยเยโยงใยอยู่บนดาดฟ้า เหมือนประติมากรรมพิเศษหรืออีกที เหมือนยอดหญ้าคาที่ก่ายพันกันยุ่ง กรงเล็บโลหะอลูมิเนียมที่ดัดขดไปมารอรับสัญญาณอย่ากระหายหิวไม่จบสิ้น เติมลงในจอตู้คับแคบเพื่อเพริดฝันให้ผู้คน

เด็กวัยกำลังซนสองสามคนนั่งห้อยขาแนบหน้ากับเส้นเหล็กล้อมรั้วระเบียงด้วยท่าทีที่จวนตกมิตกแหล่ พวกเด็กๆก็จ้องมองเหม่อลอยราวกับว่าอาการเหม่อลอยคือโรคแห่งยุคสมัย เธอเงยหน้าวนแสงตะวันสบตาว่างเปล่าของเด็กๆจากชั้นสาม เด็กๆที่มองลงมาเบื้องล่างอย่าไม่จำเพาะเจาะจง มองทัศนียภาพอันไร้รูปและไม่เหลือความงามเบื้องล่าง เด็กๆของแฟลตรูหนูซึ่งค่อยเติบโตขึ้นบนโถงทางเดินแคบๆมืดๆ เติบโตขึ้นบนราวบันไดหนืดเหนอะที่เชื่อมระหว่างชั้น ที่ที่พ่อบ้านหน่ายเมียหลบมาสูบบุหรี่ มุมมืดๆ ที่เด็กรุ่นพี่ตั้งก๊วนกันอยู่ เด็กๆที่โลกของพวกเขาค่อยกลายเป็นท่อลึกลับติดหลอดนีออนโดยไม่รู้ตัว ท่อที่เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนจากช่องเปิดปากประตูที่แง้มเปิด เสียงของละครโทรทัศน์ เสียงสนทนาหัวร่อต่อกระซิก หรือเสียงด่าพ่อล่อแม่ลงอารมณ์ติดสำเนียงจากบ้านเกิดของใครของมัน มันสะท้อนก้องราวกับเสียงนั้นถูกขังค้างในสองหู โลกที่กลายเป็นท่อปูกระเบื้องยางล่อนหลุดซึ่งพาพวกเขาหลากไหลไปกับชีวิตหาเช้ากินค่ำ ไหลมาห้อยย้อยอยู่ตรงริมระเบียงคาดราวเหล็ก ฟังเสียงที่ดังมาจากเมื่อวานนี้ เด็กๆที่เกลียดการไปโรงเรียน และเกลียดการอยู่ในห้อง เด็กๆซึ่งจะกรูกันออกมายังร้านเกมใต้ถุนตึก หากพวกเขาพอจะมีเงินสักเล็กน้อย หรือพ่อแม่ของพวกเขาไม่อยู่บ้าน เพริดอยู่กับสีสันพร่าพรายเฉกเช่นกับที่พ่อแม่พวกเขาเพลิดเพิลนกับรายการโทรทัศน์

เธอใกล้ถึงห้องแล้ว กรุ่นความร้อนจากพื้นคอนกรีตไหลซึมอยู่ใต้รองเท้าแตะผิวบาง หล่อนก้มลงมองเด็กทารกที่กำลังหลับ เด็กทารกอ้วนกลมลูกไม่มีพ่อ ที่อีกประเดี๋ยวคงไปตื่นบนเบาะรองนอนของป้าห้องข้างๆ หญิงชราจากนครศรีธรรมราชผู้ซึ่งค่อยๆเซื่องซึมลงทุกวัน แกรับเลี้ยงเด็กบางคนเพื่อแบ่งเบาภาระลูกสาวและลูกเขย ป้าแก่ที่ปากไม่ดี คนจากอีกซีกส่วนของประเทศที่เธอจำต้องฝากผีฝากไข้ ในยามที่เธอต้องออกไปทำงานกะกลางคืน

เธออยู่ในโลกที่เหมือนย่อส่วนประเทศเอาไว้ แต่ไม่มีคนที่มาจากเมืองนี้สักคน มีแต่คนเมืองน่าน คนเมืองพัทลุง คนอยุธยา คนอุดรธานี ตอนนี้คนเหล่านั้นค่อยๆกลายเป็นคนแบเดียวกันแล้ว เพราะที่นี่พวกเขาและเธอต่างพยายามปลอมแปลงตัวเอง แต่ยิ่งปลอมแปลงมากเท่าไร ความแปลกปลอมก็ยิ่งฉายชัดกระทั่งที่สุดพวกเขาและเธอต่างกลายคล้ายกัน เป็นคนที่อื่นที่มาที่นี่เหมือนๆกัน รากของตนรุ่งริ่งอยู่ในสำเนียงภาษาห้อยท้ายคำ หรืออาหารหารกินที่บางที่ก็ทำให้มีน้ำตาเพราะคิดถึงบ้าน แต่ปีกของพวกเขาก็พิกลพิการ อยู่ในวัฒนธรรมอีกระดับที่สร้างเพื่อพวกเขาและเธอ คนต่างจังหวัดที่ร่วมกันอยู่ในโลกเดียวกัน

เธอวางทารกลงบนที่นอน เสื้อที่เธอสวมเปียกชื้นไปทั้งหมด ซึมย้อยจนเธอต้องถอดออก และสวมเฉพาะชั้นในเปียกชื้น พลางคว้าผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำแล้วออกมาเช็ดตัวเด็ก เผือดอยู่กลางแสงนีออนในห้องหับไร้หน้าต่าง เธฮเปิดพัดลม ลมร้อนพัดผมที่หลุดรุ่ยจากการรวบมัดอย่างลวกๆ พลางเธอร้องเพลงกล่อมให้ลูกสาวฟัง

‘นอนเด้อหล้า หลับตาแม่สิกล่อม’

นี่คือสิ่งซึ่งยังคงหลงเหลือบรรพบุรุษร้องเพลงนี้ให้กล่อมพ่อและแม่ซึ่งได้ขับกล่อมบทเพลงนี้สู่เธอ เธอกำลังขับมันอีกครั้ง เพลงกล่อมตอกย้ำประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่โยงใยเธออย่างเลือนรางเข้ากบัสายเลือดอันเข้มข้นเหมือนลำโขง เส้นสายที่ค่อยๆหลุดร่วงทีละเปลาะละเปลาะ เจือจางจนเธออดสำนึกไม่ได้ว่ามันพร้อมจะขาดลงได้ทุกเมื่อ เหมือนหมู่บ้านที่ออกมาแล้วก็ไม่อาจกลับเข้าไปอีก พ่อแม่พี่น้องที่สูญซัดพลัดหาย ลูกสาวที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดมา หากต้องวาดแผนที่ชีวิตตน เธอคงหลงทางกลับบ้านไม่ถูกแล้ว ทำได้เพียงเดินย้อนทวนลำน้ำโขงขึ้นไปจากธารสายน้ำตาซึ่งไหลอยู่ในโตรกลึกของหัวใจ

โลกเร้นลับ

Posted in quote on August 30, 2009 by tropicalmalady

เขาสำนึกได้ทว่ามิอาจเข้าใจสภาวะอันแปรปรวนและวูบไหวของพวกนั้น ตัวตนของเขาเองค่อยๆเลือนหายมลายไปในโลกเร้นลับทึบเทา แม้แต่โลกที่จับต้องมองเห็นได้ซึ่งครั้งหนึ่งผู้ตายเหล่านี้เคยฟูมฟักพักอาศัย ก็กำลังสูญสลายโรยราลง

ผู้ล่วงลับ (THE DEAD) JAMES JOYCE(ภัควดี วีระภาสพงษ์)

เราพบกันในร้านหนังสือซึ่งกำลังลุกติดไฟ

Posted in short short story on May 21, 2009 by tropicalmalady


เราพบกันในร้านหนังสือซึ่งกำลังลุกติดไฟ

ระบำเปลวเพลิงสีส้มโชติช่วงชัชชวาลด้วยเชื้อไฟจากมาเกอริต ดูราส์ ฟรานช์ คาฟกา ยูกิโอะ มิชิมา กนกพงศ์ สงสมพันธุ์  ฮารูกิ มุราคามิ หรือ แดนอรัญ แสงทอง  หน้ากระดาษในร้านหนังสือเก่าลุกติดไฟโดยเท่าเทียมกันไม่เลือกว่าคลาสสิคหรือร่วมสมัย  พิมพ์ครั้งแรกหรือพิมพ์ครั้งหลังสุด ขายดีหรือขายไม่ออก ราคาถูกหรือราคาแพง เมื่ออยู่นอกเหนือประโยชน์ใช้สอยตามข้อกำหนด  จะลำดับชั้นหรือคำวิจารณ์หรือราคาหรือยอดพิมพ์ล้วนไร้ความหมาย  เขามองดูมัน ช่างสวยสดงดงามเสียเหลือเกิน หนังสือที่กำลังไหม้ไฟ

เธอเดียวดายอยู่กลางกองเพลิง เหม่อจ้องตัวหนังสือถูกกัดกินในแบบที่จะไม่กลับมาอีกแล้ว  แผ่นกระดาษหงิกงอเป็นขี้เถ้าบางกรอบ ตัวหนังสือฉีกออกจากประโยคค้างเติ่งละลายกลายเป็นธุลี รูปประกอบลุกไหม้ไปครึ่งหนึ่งจนดูเป็นรูปอื่น ปกหนังสือซึ่งงอพับจากการหยิบจับไม่ถนอมมือตอนนี้มีขอบสีส้มเรืองแสงซึ่งกระจายตัวอย่างไร้รูปทรง   หนังสือที่หันสันออกนอก และอยู่ลึกมุมสุดของร้านได้อวดโฉมชั่วขณะ  อาจจะสักหนึ่งหรือสองวินาทีชั่วขณะที่ไฟกลืนกินฝุ่นหนาซึ่งจับบนผิวปกของมัน  เปล่าประโยชน์จะดับไฟ ร้านหนังสือคือแหล่งพลังงานอันหอมหวานของเปลวเพลิงซึ่งจะไม่มีทางเลิกราไปได้ง่ายๆ   จากที่ที่เขายืนเขาไม่อาจแน่ใจได้ว่าเธอกำลังสะอื้นให้จนตัวโยนหรือกำลังเริงระบำท่ามกลางตัวหนังสือที่กลายเป็นอากาศ  เขาเห็นเธอเพียงแวบเดียว เห็นเหมือนการเหลือบแลปกหน้าหนังสือที่วางเรียงอย่างละลลานตา  วูบหนึ่งภาพนางแบบสักคนอาจจะติดค้างอยู่  แต่ก็เพียงประเดี๋ยวประด๋าว จากนั้นสาบสูญชั่วนิรันดร์

ดูเหมือนเธอจะเป็นลูกจ้างของที่นี่ เด็กสาววัยมัธยมปลายที่ดูราวกับหลุดมาจากหน้าหนังสือของทินกร หุตางกูร เขาเหม่อจ้องเธอกลางเปลวเพลิงอันร้อนระอุ สงสัยว่าเธอมีอยู่จริงหรือเธอคือตัวละครที่ถูกปลดปล่อยออกมา  เธอกำลังมองหาหนังสือสักเล่ม เล่มเดียวที่เธจะเสี่ยงตายหยิบมันเอามาขณะที่ร้านหนังสือกำลังลุกไหม้ด้วอุณหภูมิ 451 องศาฟาเรนต์ไฮต์ ตามชื่อหนังสือของเรย์ แบรดบิวรี่ ซึ่งเขาเชื่ออย่างขำๆว่ามันมีอยู่ในร้านนี้และกำลังลุกติดไฟตามชื่อของตน

เปลวไฟเริ่มผลาญเผาในค่ำคืนหนึ่งของฤดูร้อน เหตุผลดาษดื่นสามัญ  เช่นสะเก็ดเปลวไฟจากการระเบิดของสายไฟเก่าผุฟาดลงบนแผงนิตยสารซึ่งอาบมันทั้งเล่มอิ่มเต็มจนแทบบวมพองด้วยหน้าโฆษณาซึ่งถูกสั่งจองล่วงหน้ายาวนานนับปี พระเพลิงเคี้ยวกลืนนางแบบในชุดนุ่งน้อยห่มน้อยบนหน้าปกป็นสิ่งแรก เสียก็แต่เผาไปทั้งตัวมากกว่าแค่เสื้อผ้าของหล่อน จากนั้นก็เริ่มลุกลามไปตามกัน ชั้นหนังสือคู่มือเตรียมสอบ หนังสือแนะนำชีวิตและหนทางประสบความสำเร็จ หนังสือช่าง หนังสือบทความการเมืองพิมพ์ซ้าครั้งที่สามสิบ หนังสือวรรณกรรมชั้นยอด หนังสือวรรณกรรมที่ไม่มีใครอ่าน หนังสือนอกเวลา หนังสือตำราเรียนที่ไม่เคยได้อ่านไม่ว่านอกหรือในเวลา(ของใคร)  หนังสือนิยายเกาหลี  นิยายเลียนแบบนิยายเกาหลี หนังสือของคนดัง หนังสือของคนเคยดังที่ตอนนี้ดับไปแล้ว   ทั้งหมดล้วนลุกติดไฟประหนึ่งถูกสร้างมาเพื่อที่จะลุกไหม้  รอคอยชั่วชีวิตให้วันนี้มาถึง

เธอหลุดมาจากหน้าหนังสือนั้นแน่นอน  เธอผู้ซึ่งเริงระบำสูดควันพิษจากสารระเหยซึ่งล่องลอยจากหมึกพิมพ์ไหม้ไฟ  ร้านหนังสือเป็นห้องแถวเล็กคูหาเดียว เขามาพร้อมกับรถดับเพลิงในเวลาอันรวดเร็ว จ้องมองเด็กสาวผ่านหน้ากากกันไฟ หล่อนปรากฏแล้วเลือนลับดับสูญ เหมือนหนังสือที่อานไม่จบ ไม่ก็หน้าที่ขาดหายไประหว่างกลาง หรือหนังสือที่พิมพ์ตกหล่นจนไม่น่าให้อภัย เหมือนบางข้อความที่เขาบังเอิญไปเห็น ไล่สายตาอ่านผ่านๆแล้วจดจำมันได้ทั้งที่ไม่สลักสำคัญอะไร

เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยกลางคน ที่ท่าทางทำให้นึกถึงคุณนายดัลโลเวย์ในหนังสือของ เวอร์จิเนีย วูลฟ์  เธอไม่ได้ไปซื้อดอกไม้ในเช้าวันอาทิตย์ แต่หลับอยู่บนชั้นสามของบ้าน เพื่อนของเขาอุ้มเธอลงมาทั้งชุดนอน  คุณนายดัลโลเวย์ผู้แสนเศร้า กิจการเลี้ยงตัวมาตลอดหลายสิบปีหายลับดับสูญในชั่วข้ามคืน  แม่พาเขามาซื้อตำราที่นี่ตอนเป็นเด็ก เขาอ่านเรื่องโป๊เปลือย จากพอคเกตบุคตอบปัญหาทางเพศครั้งแรกที่นี่ ประสปการณ์กระอักกระอ่วนรัญจวนใจระหว่างชั้นหนังสือ  เขาเคยขโมยหนังสือการ์ตูนจากที่นี่ ฉีกหน้าหนึ่งจากหนังสือบทกวีของพิบูลศักดิ์ ละครพลเพื่อเขียนจดหมายให้หญิงคนรักก็ที่นี่ ยืนอ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นของพิง ลำพระเพลิงพลางหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเหมือนคนบ้าก็ที่นี่  ไม่รู้ทำไมพอเขาโตขึ้นเขาก็อ่านน้อยลง  สรรพสิ่งดึงดูดเขาไปหาตัวมัน สรรพสิ่งอื่นๆซึ่งเหมาะสำหรับการดู การเหลือบสายตามอง หรือการจ้องเพ่งอย่างไร้ความหมาย  บางสิ่งที่ไม่ใช่หน้าหนังสือ  ดังนัเนร้านหนังสือเก่าแก่จึงยิ่งไกลออกไปจากเส้นรอบวงการเดินทางของเขาทุกทีๆ  กว่าที่เขาจะรู้ตัวอีกที มันก็กำลังไหม้เป็นจุณอยู่ตรงหน้า

หลังค่ำคืนนั้นเขายังคงเพ้อถึงเด็กสาวอยู่บ้างเป็นบางครั้ง  น่าแปลกที่ร้านอินเตอร์เนททางฝั่งซ้าย และร้านขายมือถือทางฝั่งขวาซึ่งมีผนังติดกันไม่ได้เป็นอะไรเลย มันราวกับไฟเลือกเผาเฉพาะร้านหนังสือเก่าของคุณนายดัลโลเวย์เท่านั้น  กลุ่มอาคารตึกแถวตอนนี้ดูคล้ายฟันหน้าที่หลอไปซี่หนึ่ง  ใต้กองไม้ไหม้ดำเขาไม่แน่ใจว่าจะมีหนังสือเล่มใดเหลือรอดมาได้  ซึ่งหากมีมันคงบวมพองจากการดูดซับน้ำที่ใช้ดับเพลิงเข้าไปจนเต็มมากกว่า

ไม่มีใครคิดถึงร้านหนังสือที่สูญหายไปมากนัก  ร้านหนังสือแฟรนไชส์จากเมืองหลวงซึ่งเปิดมาก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนได้กอบโกยเอาทุกความต้องการของคนทั้งชุมชนไปจนหมดสิ้น  หนังสืออกใหม่พร้อมกับกรุงเทพ ในราคาลดสิบเปอร์เซนต์ ชั้นหนังสือขายดีแออัดไปด้วยหนังสือสำหรับดูมากกว่าอ่าน  ไม่มีใครพบเห็นคุณนายดัลโลเวย์อีกหลังจากค่ำคืนนั้น ราวกับเธอเองก็สละชีพตนในกองไฟโดยไม่มีใครรู้  เขายังขี่มอเตอร์ไซคล์ผ่านไปทางนั้นตอนที่ไปทำงาน  ทุกครั้งเขาจะรำพึงถึงเด็กสาวซึ่งเต้นรำกลางกองเพลิง  เด็กสาวที่เขาสรุปเอาเองว่าไม่มีอยู่จริง หรือหากจะมีอยู่ก็คงมีเฉพาะแต่ในนิยาย เขาเลิกคิดถึงหล่อนด้วยวิธีเดียวกับที่เลิกอ่านนิยาย ฤดูฝนเดินทางมาถึงในอีกไม่กี่เดือนต่อมา  ฝนที่มีทุกรูปแบบ และตกลงมาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ตกแค่สักสิบนาที หรือบางทีอาจจะตกอยู่ติดกันหนึ่งสัปดาห์อยู่อย่างนั้น  เมืองทั้งเมืองป่วยไข้ อมทุกข์และบวมพองอยู่ในสายฝน ราวกับอาคารบ้านเรือนดูดน้ำฝนเข้าไปจนฉ่ำ ทุกสิ่งชื้นไปหมดทั้งๆที่เก็บไว้ไกลน้ำ  และโดยไม่ทันที่ใครจะสังเกตนั้นเอง เหล่าต้นไม้มากมายก็งอกออกมาจากซากของร้าน รากของมันเกาะเกี่ยวอยู่กับเศษเสี้ยวหนังสือของอัลแบร์ กามูส์ที่เหลือค้าง บ้างก็งอกมาจากหนังสือของโกวเล้ง ของไม้ เมืองเดิม ของกฤษณา อโศกสิน ของอนุสรณ์ ติปยานนท์  ของยาสึนาริ คาวาบาตะ ของรพินทรนารถ ฐากูร ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล  ของคาลิล ยิบราน ของมิลาน กุนเดอรา  หรือกระทั่งซาดัก เฮดายัท ต้นไม้ที่ควรจะมืดดำหงิกงอก็กลับงอกงามแตกใบ  ร้านหนังสือตายกลายเป็นป่าดงดิบในชั่วหนึ่งฤดูฝน บางทีเขาก็เห็นเด็กสาวจากทางหางตา เธออยู่ระหว่างพุ่มไม้ แล้วจ้องมองมาทางเขา เด็กสาวที่ทำให้เขาคิดถึงหนังสือสักเล่มที่เขาน่าจะเคยอ่านเมื่อนานแสนนานมาแล้ว แต่เขาไม่อาจจดจำมันได้อีก หนังสือซึ่งพิมพ์อย่างเจียมตัวสักห้าร้อยเล่ม ขายอย่างเจียมตัวในร้านหนังสือ ถูกทิ้งให้จมกองฝุ่นโดยไม่มีใครได้อ่านมัน  หนังสือที่ในที่สุดคนก็ลืมๆไป

ป่าที่งอกขึ้นจากนิยายคลาสสิคยังคงขยายตัวไม่หยุดยั้ง แม้ร้านอินเตอร์เนท และร้านขายโทรศัพท์มือถือจะไปจ้างคนงานพม่ามาหักร้างถางพงสักเท่าไร มันก็งอกใหม่เพียงไม่กี่วัน ไม้เลื้อยเกาะเกี่ยวไปตามผนังของทั้งสองฟาก แตกใบเขียวชอุ่มที่หากมองดีๆอาจพบเห็นตัวหนังสือของปราโมทยาในบางใบ และของ การ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซในอีกบางใบ   รงค์ วงษสวรรค์ ในเปลือกของต้นไม้ที่เลื่อมพรายจนมองไม่ชัด หรือน้ำค้างที่อาจค้างอยู่ในยามเช้าบนใบไม้ซึ่งเติบโตจากหนังสือบทกวีอันขมขื่นของ อาตูร์ แรงโบด์

วิวัฒนื เลิศวิวัฒน์วงศา I FILMSICK

21 พฤษภาคม 2552

 

เรื่องผี

Posted in short short story on May 12, 2009 by tropicalmalady

ตลอดเวลาผมอยู่กับเสียงกระซิบของภูติผี  แม่กำชับเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อครั้งผมยังเป็นเด็ก  แม่ผู้ซึ่งเสียชีวิตอย่างเอน็จอนาถต่อหน้าต่อตาผมในอีกสี่ปีต่อมา  แม่บอกผมว่าผมจะต้องไม่แย้มพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้  ผมมานึกออกทีหลังว่าแม่กำชับสิ่งนี้กับผมหลังจากแม่ตายไปแล้ว

ผมพึงใจในการพูดคุยกับคนตายมากกว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่  เพราะเกือบทั้งหมดนั้นแทบจะเรียกได้ว่าการพูดคนเดียว หลังจากตายลงเวลาของผู้คนจะหยุดนิ่ง  พวกเขาไม่เหลือประสปการณ์ใหม่ๆให้ค้นพบอีกต่อไป  คล้ายกับว่าต่างพากันติดอยู่ในเขาวงกตของเหตุการณ์ซ้ำๆ  ภูติผีจึงมักปรากฏให้เห็นในที่ที่พวกเขาตาย วนเวียนในเหตุการณ์เดิม เหตุการณ์ที่เลือกได้บ้างไม่ได้บ้าง การมองเห็นของผมในบางครั้งทำลายผมวงกตนั้นลง ผลตอบแทนของการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวงล้ออนันตกาลของภูติผีนั้นส่งผลกระทบ ร้ายแรงมากกว่าที่คิด แม่ของผมเป็นคนแรกที่บอกผมเรื่องนี้ บางทีผมคงเริ่มเห็นสิ่งเหล่านี้หลังจากแม่ตายลง  กล่าวอย่างง่าย ความตายของแม่เป็นผลพวงจากเรื่องเหล่านี้

เรื่องราวมีช่องโหว่ ผมไม่แน่ใจว่าผมเริ่มเห็นมันเมื่อใด แต่สรรพสิ่งเข้มข้นขึ้นหลังจากการตายของแม่ ข้อนั้นแน่แท้  แม่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ตามคำพูดของแพทย์ชันสูตรศพ และตำรวจ แต่ผมเห็นกับตาว่าแม่ตายอย่างไร ถ้าการฆ่าตัวตายเป็นทางเลือก ผมสาบานได้ว่าแม่ไม่ได้เลือก ก็พวกภูติผีนั่นล่ะ  ผีของบรรพบุรุษ ผีซึ่งกระซิบกระซาบกันตลอดเวลา ผีที่ควรดับสูญไปแล้ว ผีที่ควรติดอยู่ในเขาวงกตส่วนบุคคล ผีที่ผมมองเห็นมัน และปล่อยให้พวกมันฆ่าแม่ของผม  ผมเลิกไหว้เจ้าตั้งแต่นั้น  เลิกเคารพผีบรรพบุรุษ คนตายกลายเป็นสิ่งอื่น  ความสามานย์ของพวกมันถูกลบเลือนหลงลืม  ลักษณะการเคารพบูชาอยู่ในรูปแบบเดียวของเทพ ตอแหลกันทั้งเรื่อง  ถ้าคุณเห็นแม่ผมตาย ประณีตบรรจงราวกับคืองานศิลปะชิ้นเดียวที่แม่สร้างขึ้น  พอแม่ตายแม่ก็กลายเป็นพวกเดียวกับภูติผีพวกนั้น  ถ้ามันเริ่มต้นจากความรัก ผมก็สมควรกลัวแม่ของผมได้แล้ว ไม่เช่นนั้นผมก็ต้องเกลียด เช่นเดียวกับที่ผมเกลียดชังผีบรรพบุรุษ

ผีของแม่เฝ้ากระซิบกระซาบ “แกต้องไม่บอกเรื่องนี้กับใคร แกต้องไม่บอกว่าแกเห็นผี แกต้องดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น   แกไม่เห็นฉัน แกรู้ใช่ไหมว่าถ้าเรามองเห็นกันและกันมันจะมีแต่เรื่องเดือดร้อน”

แม่ทำให้ผมเศร้า  สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือการที่เราต้องเห็นผีของคนที่เรารัก ซึ่งตอนนี้อยู่กันคนละมิติกับเราเสียแล้ว ซึ่งเคียดแค้นเราเสียแล้ว และพร้อมจะทำลายล้างเราลงแล้ว

ใกล้จะมืดแล้ว แสงโพล้เพล้ประกอบนากฏกรรมอำลาของกลางวันที่กำลังเคลื่อนจากไป  กลางคืนเป็นเวลาของภูติผี ข้าพเจ้ามองเห็นมัน หวาดกลัวและเกลียดชังจับใจ แต่ไม่เพียงแต่กลางคืนหรอก ผีอยู่ทั้งในที่ซึ่งสว่างไสว อยู่ในตรอกซึ่งมืดทึบ หรืออยู่ในห้องที่เปิดไฟสว่างจ้า เราไม่อาจมองเห็นภูติผี  คนที่มองเห็นภูติผีคือคนที่กำลังจะตาย แม่จ้องมองมาด้วยดวงตาอาฆาต การเห็นผีคือทัณฑ์ทรมานจากรุ่นสู่รุ่น มีภูติผีอยู่ในร่างกายของผม ไหลเวียอยู่ในเลือดเนื้อ  สัดส่วนอันไม่เท่ากันในแต่ละคนอันเป็นมรดกตกทอดของผีบรรพบุรุษ ซึ่งเราไม่มีทางหลบหนีได้  มีผีอยู่ในสายเลือดของผม วิทยาศาสตร์ขานนามมันเป้นสิ่งอื่น ซึ่งที่แท้ก็อธิบายเรื่องเดียวกันด้วยศัพท์คนละชุด พลังอำนาจของถ้อยคำมันร้ายกาจกว่าที่คิด พลิกลิ้นสองสามคำ ความหมายดั้งเดิมของสิ่งเก่าก็ดับสูญ  กลายเป็นเพียงความไร้สาระขาดสติ ความงมงายโบร่ำโบราณ

ให้มันมืดเถอะ พอความมืดห่มคลุม ผมอาจจะกลายเป็นผีก็ได้  ผมทุกข์ทรมานกับมันมามากพอแล้ว การกระทำเป็นไปอย่างประณีตบรรจง เหล็กแหลมซึ่งเผาไฟมาอย่างดี

ผมได้ยินเสียงฉ่าๆเหมือนน้ำเดือด ตอนที่เหล็กแหลมนั้นทิ่มแทงดวงตาผม ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่หลังจากนี้ผมจะมองไม่เห็นผีอีก  แต่ถ้าผมตายผมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกมัน

scene from CARNIVAL OF SOUL directed by HURK HURVEY

การตายอย่างโดดเดี่ยว

Posted in short short story on May 11, 2009 by tropicalmalady

เธอคิดถึงการตายอย่างโดดเดี่ยว โปรดอย่าเอ่ยถึงมันอีกเลย  สรรพสิ่งได้คลี่คลายโฉมหน้าของมันออกมาแล้ว ทั้งความรัก ความสุข หรือความเกลียด และความทุกข์ จู่ๆเธอค้นพบว่าเป็นการดีกว่าถ้าเธอจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น เพื่อที่จะได้ตายอย่างสงบเพียงลำพัง

บ้านทั้งหลังนั้นเศร้าสร้อย  เธอคิดถึงความรักที่เธอมีต่อเขาเหมือนสีฟ้าหม่น  สีซึ่งเธอรักขณะมองมันอย่างเศร้าๆ ในชั่วขณะที่เขารักเธออย่างยิ่งเธอรู้สึกอย่างลึกซึ้งว่าเขาต้องรักเธอเพื่อ ไม่ให้ตัวตนของเขาสลายไปเท่านั้น  ความรักเป็นเครื่องยืนยันการมีชีวิตอยู่ของเขา เธอคิดถึงเรืองนี้อย่างเศร้าๆ เธอพบว่าเธอไม่รักเขาเลย ถ้าคำว่ารักจะมีความหมายจริงๆล่ะก็  มันก็ไม่ใช่เรื่องว่าเธอรักคนอื่น มันคือเรื่องที่ว่าเธอไม่รักใครเลยต่างหาก

เธอเหม่อมองอย่างเลื่อนลอยไปที่สรรพสิ่งต่างๆรอบๆตัว มองโดยไม่จับจ้อง มองโดยไม่สามารถบรรยายรายละเอียดใดๆได้อีกต่อไป  มองประหนึ่งเพียงกวาดสายตาไปตกต้อง  เธอหยิบจับข้าวของในห้องนี้มานับหมื่นครั้ง  แต่เธอไม่สามารถบรรยายได้แม้เพียงแต่น้อยว่าอะไรอยู่ตรงไหน  นั่นคือวิธีการที่เธอมีชีวิต กับทุกๆเรื่องมันประหนึ่งว่าเป็นเพียงกลไกอัตโนมัติที่เธอเล่นตามมันไปอย่างทึ่มทื่อ  พวกเขาไม่มีทางรู้ว่าเธอกำลังเสแสร้ง ไม่รู้ว่าข้างในตัวเธอนั้นกลวงเปล่า เธอแค่แสร้งว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็เท่านั้น

แสงตะวันจับต้องสิ่งต่างๆในตอนนี้เหมือนดวงตาของเธอ และคงจับต้องลงบนรูปทรงของเธอด้วยอาการเดียวกัน นั่นคือเฉยเมยและไร้ความหมาย ปล่อยให้คนซึ่งหยิบยืมแสงตะวันมาสะท้อนลงบนดวงตาคนตีความกันไปเองว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้คือความรัก

เธอคิดถึงรูปทรงของเขาอย่างคลุมเครือ ส่วนโค้งของเส้นร่างของเขา เธอคิดถึงมันเหมือนกับกำลังวาดรูปเขาด้วยดินสอถ่าน  รอยสากของตอเครา ดวงตาซึ่งอ่อนล้าอยู่ตลอดเวลา เธอคิดถึงการจูบเปลือกตาเพื่อให้เขาหลับลงในตอนกลางคืน นั่นก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นอัตโนมัติ  แต่มันเป็นสิ่งอัตโนมัติซึ่งมีความหมายของมัน เธอกำลังพยายามอธิบายิสิ่งที่เธอไม่สามารถอธิบาย

แล้วเธอก็คิดถึงการตายอย่างโดดเดี่ยวอีก  การไปพ้นจากทุกความรู้สึก ตอนที่เธอตายเธอต้องการจะอยู่ลำพัง ความคิดนี้เป็นสิ่งเดียวซึ่งแน่วแน่ และเธอเชื่อว่ามันถูกต้อง  เธอรักความรัก เอทำเพื่อทุกๆคน แต่ที่เธอต้องการจริงๆก็แค่การตายอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ต้องครุ่นคำนึงใดๆอีก  ตลอดอายุ สามสิบเก้าปีของเธอ เธอพบว่าเธอรู้สึกพึงใจที่สุดก็ต่อเมื่ออยู่ตัวคนเดียว

เธอคิดถึงตัวเธอในอีกมิติหนึ่ง โลกฝั่งตรงข้ามที่มีความจริงทางเลือก เธอรักและเลิก มีเซกส์ และมีชีวิต เธออยากให้ตัวเองเป้นนักดนตรี เสพยา และมีชีวิตรันทด  เธอคิดว่าบางทีชีวิตแบบนั้นเธออาจได้ค้นพบความรัก  การต้องการเป็นเจ้าของอะไรสักอย่างมากๆ ความรักแบบสวยสดงดงามอะไรนั่นมันโกหกทั้งเพ  ความรักนี้ไร้เดียงสาและไม่มีศีลธรรม มีแต่การครอบครองและความกลัว  ความรักถูกตัดตอนเพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง  ความรักที่เหมาะควรเลยเป็นเหมือนบอนไซต้นหนึ่ง

เธอคิดถึงเรื่องของตัวเองกับคนอื่นๆ กับเขา กับลูกสาวอายุแปดขวบ กับแม่ของเธอ กับชู้รักที่เธอคิดเอาเองว่ามีกับเขาคนหนึ่ง  เธอเหมือนเป็นคนนอกต่อเรื่องทั้งหมด  เพราะเธอไม่ได้รักอย่างจริงจัง เธอสงสัยความคลุมเครือพวกนั้น  เธอแกล้งทำว่ารักได้  แต่มันก็กลวงเหมือนท่อน้ำกลวงๆซึ่งคงมีอะไรอุดตันอยู่ระหว่างทาง น้ำเลยมาไม่ถึง เธอคิดถึงท่อกลวงๆในร่างกายของเธอในฐานะของท่อน้ำทิ้งที่กำลังเอ่อท่วมขึ้นมาตรงอ่างล้างจาน

เกิดมาคนเดียว ไปก็คนเดียว แต่เธอผูกแขนขาตัวเองเข้ากับคนอื่นๆตั้งแต่ตอนที่เธอเกิดมา  ความรักเป็นเหมือนการใช้หนี้สินไม่รู้จบอย่างหนึ่ง จ่ายความรักไปก็ต้องตอบแทนกลับคืน เธอคิดถึงวัยสาวของตนกับความรักอันสุดลิ่มทิ่มประตูที่ไม่สนใจอื่นใด นั่นก็เป็นเพียงมิติคู่ขนาน เพราะเธอเติบโตมาแบบที่ ‘ผู้หญิงดีๆเขาเป็นกัน

ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องที่ปิดประตูจากทุกด้าน เธอคิดถึงความรักอย่างเศร้าๆ เธออาจจะเคยรักครั้งหนึ่ง ตอนที่หมาของเธอตาย มันโดนรถชนตอนที่เธอไปโรงเรียน เธอร้องให้ให้กับมัน เธอสงสัยว่ามันจะเป็นความรักหรือไม่  หรือเป็นความรักที่แท้หรือไม่ เพราะพอผ่านไปสองสามอาทิตย์ เธอยังร้องให้อยู่ และพ่อกับแม่เริ่มเป็นกังวลแล้ว ว่าเธอเศร้าเสียใจนานเกินไป  เธอไม่เคยเสียใจให้กับเรื่องใดให้แบบนั้นอีก ‘มันมากเกินไป’ และเธอก็ไม่เคยรักอีก นั่นเท่าที่เธอรู้   เธอเชื่อมั่นว่าถ้าเขาตายก่อนเธอ เธอควร้องให้ แล้วจัดงานศพให้เขา ค่อยๆลืมเขาไป   ชีวิตมันก็เป็นแบบนั้น เธอได้แสดงความรักตามสมควรแล้วเดินหน้าต่อไป มันก็เสแสร้งแกล้งทำกันทั้งหมด

เธอแสร้งแกล้งทำว่ากำลังตายอย่างโดดเดี่ยวในห้องครัวของบ้าน ซบหน้ากับโต๊ะกินข้าว แสร้งว่าหยุดหายใจ อากาศสงบนิ่งอื้ออึงในสองหู ปอดซึ่งอัดอากาศค่อยๆแฟบลง เธอกำหมัดแน่น การทดลองตายนั้นทรมานเกินไป เธอจึงหายใจต่อ แต่ยังคงอยู่ในท่านั้น เธอกำลังตาย ตายอย่างโดดเดี่ยวในบ้านของเธอเอง  แล้วเธอก็ม่อยหลับไป ตื่นเพราะลูกสาวมาปลุก เด็กหญิงกอดรัดเธอ เธอรู้สึกอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย แค่เล็กน้อยเท่านั้น  ถ้ามันจะเป็นความรักล่ะก็ เธอก็คงพอรับได้ที่จะแกล้งทำนั่นนี่ต่อไป

บันดาลใจอย่างไม่เกี่ยวข้องจาก I CAN NO LONGER HEAR THE GUITAR โดย PHILLIPE GARREL

คอยความมืด

Posted in short short story on May 11, 2009 by tropicalmalady

แล้วความมืดก็ย่างกรายมาเยี่ยมเยือนหมู่บ้าน

ในยามนั้นสรรพสำเนียงค่อยๆฟื้นตื่นขึ้นจากหลับไหล  เมื่อโค้งฟ้ามืดดำลงบางส่วนและแสงสีส้มค่อยๆเรื่องจาง เสียงกระหน่ำเป็นจังหวะกระชั้นถี่ของเครื่องปั่นไฟก็มาถึง  ยืนยันชีวิตชีวามจะมาพร้อมกับไฟฟ้ากระแสสลับ ราวกับสัตว์ยักษ์ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น บ้านซึ่งในยามเช้าจะเป็นเพียงหลังคาใบจาก และฝาซึ่งทำจากใบไม้เย็บต่อกันอย่างง่าย  มีร่องรูสำหรับริ้วแดดให้ลอดลง  บ้านที่ยกพื้นสูงด้วยเสาไม้แคระเกร็นทั้งต้นซึ่งตั้งเลยลึกอยู่ในป่าหลัง หมู่บ้าน  บ้านที่ง่อนแง่นยามลมพายุประจำฤดูกาลเลยี่ยมกรายมาถึง  บ้านที่ต้องเอาผ้าพลาสติกเก่าห่มคลุมหากพยับฝนมืดมาจากขอบฟ้าฟากฝั่งไหน บ้านซึ่งเก่าแก่มาแต่ก่อนและล่มสลายไปในทุกฤดูมรสุม  บ้านที่มีขึ้นเพื่อดำรงคงอยู่เพียงชั่วคราว  บ้านซึ่งอย่างไรเสียก็เป็นเพียงที่พักชั่วครู่ ของมนุษย์ที่มาอยู่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

ในบ้านซึ่งอาจปูลาดด้วยไม้กระดานอัดบอบบางนั้น หรือบ้านซึ่งปูขึ้นด้วยไม้ซี่เล็กๆต่อกันนั้น บ้านซึ่งบรรจุด้วยห้องเพียงห้องเดียวนั้น  บ้านซึ่งเป็นทั้งห้องครัว ห้องนอนและห้องน้ำ อยู่ในที่เดียวกันนั้นเรื่อเรืองขึ้นแล้วด้วยแสงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ ด้วยแสงจากตะเกียง และแสงวอมแวมสีฟ้าจากจอโทรทัศน์ ถึงตอนนี้มีสรรพสำเนียงมากหลายราวกับบ้านแต่ละหลังในหมู่บ้านสนทนากันโดยไม่ฟังคู่สนทนา  บ้านหลังหนึ่งอาจจะเปิดโทรทัศน์ซึ่งสัญญาณที่เดินทางข้ามทะเลมาอย่าขาดห้วง เหลือเพียงเส้นร่างกลางลายลูกน้ำและเสียงที่มาแบบขาดๆหายๆ  บางบ้านเริ่มเปิดแผ่นหนังอินเดียที่ร้องเต้นกันอย่างคึกคัก บางบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้า ก็ออกเดินมาเกาะขอบบันไดบ้านข้างๆขอมีส่วนร่วมในความเพลิดเพลินชั่วครู่ชั่วยามนั้นด้วย

ความมืดย่างกรายมาถึงหมู่บ้านแห่งสรรพสำเนียงข้ามทะเลนั้นแล้ว กลางแสงไฟวอมแวมซึ่สว่างเพียงพอสำหรับส่องจากฝาบ้านฟากหนึ่งถึงอีกฟากเท่า นั้น คืนที่อับลมทะเลนั้น คลื่นเคลื่อนไหวเพียงแผ่วเบา หมอผีเมามายแล้ว ตาแกตะโกนโหวกเหวกด่าทอภรรยาด้วยภาษาโบราณซึ่งไม่มีตัวเขียน ภาษาซึ่งฟังเข้าใจกันเองเฉพาะหมู่พวกเขาและเธอซึ่งเร่ร่อนไปรอบโลก โลกซึ่งแม้เขาจะมีอยู่มาก่อนแต่หาได้เป็นของเขาไม่ หมอผีเกร่ไปทั่วหมู่บ้านร้องเสียงดังอย่างคลั่งบ้า ความอกไหม้ใส้ขมจะกัดกินแกในยามค่ำคืน  เหล้าซึ่งเหมือนราดลงไปบนแผลแสบร้อนในดวงใจ จากบ้านสู่บ้าน แกปีนบันไดขึ้นไปจ้องมองแสงไฟซึ่งสาดส่องวูบวาบมาจากโทรทัศน์ สิ่งแปลกปลอมที่เหมือนภูติผีที่แกไม่รู้จัก ทีวีซึ่งเข้ามายึดครองพื้นที่อย่างเงียบๆและถีบแกตกลงไปเป็นสิ่งชำรุดตกสมัย  เหล้าราดรดบนหัวใจของแกนานเกินกว่าจะมาตั้งคำถามว่าทำไมแกถึงกลายเป็นแบบนี้ ยุคสมัยโบยตีผู้คนเสมอสมา เดินทางสุดหล้าความเปลี่ยนแปลงก็เดินทางมาถึง  ภายในเวลาสามสิบหรือสี่สิบปี พวกเขาแก่ขึ้นหนึ่งพันปีผ่านทางการย่นย่อขอความเปลี่ยนแปลงที่โดยสารเรือหัว โทงมาจากฝั่ง แกไม่อาจรู้ได้อีกต่อไปว่าสิ่งใดที่แกเกลียดชัง สิ่งใดที่แกเคียดแค้น สิ่งใดที่แกพ่ายแพ้ รู้แต่แกเกลียดชังแล้ว เคียดแค้นแล้ว และอย่างแน่นอนที่สุด พ่ายแพ้แล้ว  จากหาดจรดหาด แกเกร่ไปทั่ว ร้องเสียงดังเหมือนคนบ้าซึ่งชาวบ้านจะเร่งเสียงทีวีขึ้นอีกนิดให้กลบเสียง ของแกลง ทะเลไม่ตอบคำ ผู้คนไม่ตอบคำ แกเหมือนถูกทิ้งไว้ผู้เดียวกับผีบรรพบุรุษซึ่งกำลังเกลียดชัง เคียดแค้นและพ่ายแพ้ ปีนี้กูจะให้พวกมึงตายกลายเป็นผีสักสองคน  ความตายไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว พวกเขาไม่ย้ายที่เพราะคนตายอีกแล้ว  พวกเขาดำรงคงอยู่ได้และไม่เชื่อในอดีตอีกต่อไป แต่ฝันถึงอนาคตที่มากับจอโทรทัศน์  เหลือแต่แกในความมืดที่แสงไฟจากเครื่องปั่นไฟก็ส่องแสงไปไม่ถึง

แล้วยามเช้าก็มาเยี่ยมเยือนหมู่บ้าน  พวกเขาหลายคนยังคงหมางเมินกับส้วมที่รัฐมาสร้างทิ้งไว้ให้  พากันมุ่งมา ไปยังโขดหินเก่าแก่เฉกเช่นปฏิบัติมาเป็นร้อยปี ควันไฟจาการเผาถ่านใช้เองลอยอวลออกไปทางทะเล  เฉกเช่นกับผู้คนหนุ่มสาวที่ลุยน้ำไปขึ้นเรือ ที่จอดอยู่ไกลจากหาด  พวกเขาลาจากการเป็นคนเรือไปเนิ่นนานพอๆกับพระราชบัญญัติที่บอกว่าพวกเขาจับปลาไม่ได้อีกแล้ว  แปลงร่างเหมือนซูเปอร์ฮีโร่แต่กลายจากคนประมงเป็นลูกจ้างใช้แรงในอุทยานแห่งชาติ  ขนข้าวของที่พวกเขาไม่เคยได้ลิ้มลองมาบริการนักท่องเที่ยวจากที่อื่น ถึงตอนนี้ หมู่บ้านตื่นแล้วในยามเช้า วงไพ่ใต้ถุนเรือนก่อร่างอย่างง่ายๆโดยไม่ต้องมีพิธีรีตรอง วงไพ่ที่จะดำเนินไปอย่างเข้มข้นถึงย่ำค่ำ  งานไม่เหลือพอให้คนสาวทำอีกแล้ว พวกเธอไม่ต้องคัดแยกปลาหรือกระไรทั้งนั้น  เด็กๆขอเงินแม่ไปร้านค้าดื่มน้ำอัดลมแปลกประหลาดที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมื่อสามปีที่แล้ว  วงไพ่เป็นเพียงเครื่องฆ่าเวลา รอคอยค่ำคืนให้มาสถึงอีกครั้งแล้วฝันถึงอนาคตที่ข้ามทะเลมา

ยามเช้าย่างกรายมาถึงหมู่บ้าน พวกหล่อนได้ยินเสียงเครื่องยนต์อยู่ไกลๆ บางคนคงฝันถึงกลางทะเลที่กันดาร ฝันถึงการหาปลาที่กลายเป็นสิ่งผิดกฏหมายไปแล้ว หมอผีนอนคว่ำหน้าอยู่บนผืนทรายไม่กล้าสบตาผีบรรพบุรุษ  เขาไม่ได้เป็นคนที่นำความฉิบหายมาสู่หมู่บ้าน มันกำลังก้าวไปข้างหน้า ตามคำทำนายของคนจากที่อื่น ผีบรรพบุรุษจำต้องยอมรับในเรื่องนี้  แม้ไม่เต็มใจ เขาก็ได้แต่รอคอยให้ความมืดย่างกรายมาเยี่ยมหมู่บ้านอีกครั้ง เพื่อที่เหล้าจะบรรเทาความเจ็บปวดอีกครั้ง เพื่อที่จะมืดดำลงอีกครัง

photo by FILMSICK

LONESOME CITIES : รถตู้คันสุดท้าย : ในความมืด

Posted in short story on May 11, 2009 by tropicalmalady

หมายเหตุก่อนอ่าน

โปรเจคต์ คนหนุ่มในเมืองหนึ่ง เป็นโปรเจคต์การร่วมกันเขียนโดยบลอกเกอร์สี่คนจากสีสถานที่ และในโครงการสองนี้คือการคิดตัวละครขึ้นมาคนละตัวจากนั้นวนกันเขียนเกี่ยว กับตัวละครของคนอืนๆ อ่านเกี่ยวกับโปรเจคต์สอง เรื่องเล่าของชาวเมืองเดียวดายได้ที่นี่ครับ

http://lonesome-cities.exteen.com/page

ตอนที่ 1 รถตู้คันสุดท้าย โดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ตอนที่  2 เศษกระจกจากภาวะล่องหนของคนขับรถตู้ โดย อนุกูล เหมาลา

ตอนที่ 3  วิญญาณในป่าไม้เลื้อย โดย นฆ ปักษนาวิน


1.

แล้วก็มีแต่ความมืดเท่านั้นซึ่งโอบกอดสรรพสิ่ง แสงสว่างนั้นมีอยู่จริงแต่มันเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวเป็นสิ่งซึ่งมาแล้วจาก ไป  สิ่งซึ่งไม่ได้ ‘ขับไล่’ ความมืด   หากชำแรกแทรกสอดเข้ามาระหว่างความมืดต่างหาก   แสงสว่างจึงเป็นประดุจอวัยวะเพศชายซึ่งชำแรกสู่โถงถ้ำอันมืดมิด และทิ้งเชื้อชั่วร้ายในนามของมนุษย์เอาไว้ในครรภ์ของความมืด   ความมืดจึงน่าจะมีเพศเป็นหญิง  ลึกลับ แปรปรวน ไม่อาจคาดเดาและถูกทำให้เป็นปีศาจ

เธอย้ายออกจากห้องเช่า หลังจากเขาตายลงได้ปีครึ่ง ข้าวของหลายอย่างของเขายังคงตกค้างอยู่ในห้องทั้งๆที่เธอคัดเลือกบางส่วนส่ง คืนป้าของเขาไปแล้ว แต่เธอก็ยังค้นเจอบางอย่างตอนที่ย้ายออกไป  เธอไม่ได้ร้องให้ในงานศพของเขา และป้าของเขาจ้องมองเธออย่างอาฆาตมาดร้าย เขาตายจากอุบัติเหตุรถตู้ชนรถสิบล้อหลังจากทะเลาะกับเธออย่างรุนแรงในคืน หนึ่ง  มาถึงตอนนี้เธอไม่ได้ติดต่อกับป้าเขาอีกเลย  หนังสือสองสามเล่มที่เขาซื้อ และกางเกงขาสั้นตัวหนึ่งที่ซุกในตู้เสื้อผ้าของเธอถูกทิ้งไว้ในห้องหลังจาก เธอย้ายออก  ผู้เช่ารายใหม่เป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามัน  พวกเขาเอาหนังสือพวกนั้นไปถึง กางเกงขาสั้นกลายเป็นผ้าเช็ดเท้า ร่องรอยของเขาเลือนหายชั่วนิรันดร์

2.

ความมืดมีคุณสมบัติพิเศษเพราะมันบดบังดวงตาของเราจากทุกสรรพสิ่งประหนึ่งฉาบ เคลือบมันเอาไว้  การสัมผัสรับรู้ซึ่งไม่ผ่านดวงตานั้นนำมาซึ่งความหวาดผวาอันลึกซึ้ง รูปทรงของสรรพสิ่งต้องถูกถอดรหัสจากเส้นทางการสัมผัสซึ่งเป็นเหมือนทางเล็กๆ ที่รกชัฏ  รหัสที่ได้ไม่ชัดแจ้งครบความมันคลุมเครือแลพร้อมจะถูกตีความอย่างผิดเพี้ยน ได้แทบทั้งหมด ในความมืดเราถูกทอดทิ้งไว้ในความกลัวซึ่งมีอยู่มาก่อนเก่า ความมืดไม่ได้น่ากลัว แต่ความมืดทำให้ความกลัวแจ่มชัดขึ้นกว่าสิ่งอื่น

เขาไม่เคยเรียนรู้เลยว่าในขณะหนึ่งตอนเกิดอุบัติเหตุ เขาได้สาบสูญไปจากเหตุการณ์ราวสองวินาที และนั่นคือเหตุผลอันไม่เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเป็นผู้รอดชีวิตคนเดียวจาก เหตุการณ์นั้น เขาไม่ได้ตระหนักเรื่องนี้  เหตุการ์ณถูกสรุปรวบรัดว่าเป็นอุบัติเหตุ เขารอดจากโทษจำคุกหวุดหวิดจากฝีมือทนายของเจ้าของคิว หลังจบเรื่องเขาลาออก พอกันทีงานขับรถตู้ที่ต้องแบกรับชีวิตผู้คน เขากลายเป็นคนตกงานที่อมทุกข์และเศร้าสร้อย เขาดื่มหนักและกลายเป็นภาระของลูกเมีย  บางค่ำคืนที่เมามายเขาเพ้อพร่ำว่าตัวเองน่าจะตายในอุบัติเหตุนั้นเสีย ดีกว่าที่จะปล่อยให้มันกัดกินเขาอยู่เช่นนี้   เมียของเขาหอบลูกหนีไปในคืนหนึ่ง ขณะเขากำลังหลับ  เขาตื่นมาในห้องเช่าที่มีแต่ความว่างเปล่า ก้มหน้าร้องให้อย่าคลั่งแค้น เขาเกลียดคนตายทุกคนที่ทำให้ชีวิตเขาตกต่ำถึงขีดสุด ชิงชังที่ตัวเองไม่ตายตกตามไป เขาเกลียดสายตาอาฆาตแค้นของป้าของคนตายคนหนึ่ง  แค่เพียงเพราะเขาเป็นคนขับเขาต้องรับบทฆาตกรเพื่อให้ทุกคนข่มตาหลับเพราะมัน พิสูจน์ว่ามันไม่ใช่ความผิดของพวกเขา  เป้นความผิดของคนขับระยำคนนั้น  มันสมควรนอนคุกเสียด้วยซ้ำ  ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวเขาเรื่อยมา  มันกัดกินทั้งในยามหลับและยามตื่น  ตอนนี้เขาสิ้นไร้ไปทุกทางแล้ว นี่คือการใช้กรรมติดจรวดหรือ นี่มันพอหรือยังกับสิ่งที่เกิดขึ้น

มีคนพบศพเขาแขวนคอตนเองห้อยอยู่กับขื่อ  ก่อนตายราวกับภาพทั้งหมดไหลทบย้อนกลับ  ขณะที่เขากำลังดิ้นขลุกขลักสูดหายใจลึกต้านบ่วงซึ่งรัดคอแน่นเข้าแน่นเข้า  ภาพอุบัติเหตุกลับมาสะท้อนในห้วงทรงจำ ร่างของผู้โดยสารหนุ่มซึ่งลอยละลิ่ว ก่อนที่ทุกสิ่งจะดับมืด  ชั่วขณะหนึ่งเขาพบตัวเองในป่าไม้เลื้อย  ราวสองวินาทีก่อนเสียงเหล้กบดประเทกจะกระชากเขากลับไปยังจุดเดิม  พลันภาพชัดของป่าไม้เลื้อยปรากฏขึ้นขณะลมหายใจของเขาขาดห้วง

3.

ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่นอกจากความมืดอีกต่อไป ท้ายที่สุดเมื่อแสงแห่งวันลาลับไป โลกก็คืนสู่สถานะดั้งเดิมมนุษย์ผู้โง่เขลาเรียนรู้เกี่ยวกับกองไฟ พวกเขาพยายามอย่างหนักในการยื้อยุดแสงสว่างเอาไว้ให้นานนับนานเพื่อขับไล่ความกลัว พวกเขาเรียนรู้การก่อไฟ การทำเทียน การจุดตะเกียงน้ำมัน  การประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า การพัฒนาหลอดฟลูออเรสเซนต์  พวกเขาทำไปอย่างทึ่มทื่อและโง่งมสร้างแสงเทียมเพื่อทำสงครามกับความมืดอันไม่รู้สิ้น ทั้งหมดนั้นยืนอยู่บนขอบเหวของการพึ่งพาวัตถุดิบจำนวนมาก  มันคือแสงซึ่งเปราะบางและซีดเซียว  ใต้แสงนั้นมนุษย์ผิวซีดราวกับศพ หากทุกคนยังพากันรื่นเริงและเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดให้ต้องหวาดผวาอีกต่อไป

ผมค่อยๆเลือนจางไปแล้ว หายไปจากความทรงจำของเธอ  ร่างค่อยๆโปร่งบางลอย่างเชื่องช้า คล้ายกับว่าผมกำลังเป็นชายไร้หน้าในป่าไม้เลื้อย ผู้คนเริ่มลืมเลือนผม  กระทั่งเธอที่ผมจดจำได้ดีขึ้นหลังจากตายไปแล้วก็เริ่มลืมเลือนผมไป ความตายทำให้เราจดจำผู้คนได้ดีขึ้น เพราะเราไม่มีความทรงจำใหม่ๆอีกต่อไป ความทรงจำดั้งเดิมถูกหยิบมาใคร่ครวญใหม่อย่างละเอียดลออ ผมเริ่มจดจำสิ่งซึ่งผมจำไม่ได้ตอนยังมีชีวิต  สิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับเธอ กลิ่นหอมของเส้นผม รอยชื้นของน้ำตา รูปทรงของร่างกายซึ่งเธอทิ้งไว้บนฟูกนอนยามลุกจากไป ผมเป็นคนบอกเลิกเธอในค่ำคืนนั้น และตอนนี้เธอบอกเลิกกับผมด้วยการลืมเลือนผมไป ส่งคืนความทรงจำเกี่ยวกับกันและกันมาสู่ผม ผมมาถึงจุดที่เป็นผู้รับคืนความทรงจำจากผู้อื่น เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง กระทั่งคนแปลกหน้าที่อ่านเกี่ยวกับข่าวนี้ในหนังสือพิมพ์  ความตายพร่าเลือนและมีสีเขียวของป่า ความตายในรูปร่างอันบุบบู้ของรถตู้คันหนึ่ง กล่าวจากคนเป็นผมคือผีซึ่งสิงสู่อยู่ในซากรถตู้ที่ผมตาย  กล่าวจากคำของชายไร้หน้า ผมกำลังอยู่ระหว่างการหยุดรอสักเล็กน้อย ก่อนจะเดินทางไกล  เขาเรียกสถานที่นี้ว่า ‘เกาะของคนตาย’ เกาะซึ่งผู้ตายรอคอยให่ความทรงจำเกี่ยวกับตนเองนั้นเลือนจางลง   เมื่อไม่มีใครจดจำเขาอีก เขาจะกลายเป็นอิสระ   โปร่งบางในแสงสุดท้ายแล้วเลือนสลายไป  ระหว่างนั้นผู้ตายพักอาศัยยังที่ที่เขามีชีวิตอยู่ ดำรงคงในรูปของวิญญาณ

เหลือเพียงความทรงจำของผู้เป็นป้าเท่านั้นซึ่งดำรงคงอยู่หลังการตายของชาย ขับรถตู้  ความทรงจำของคนแปลกหน้านั้นเข้มข้นและกดทับ  วันที่ชายคนขับรถตู้ตาย ผมหายใจไม่สะดวกราวกับส่วนหนึ่งในตัวผมตายลงไปพร้อมกับเขาอีกครั้ง  ชายไร้หน้ากล่าวเพียงว่านี่เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการจดจำ ลองถ้าคุณได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  มันจะย้อนมาสนองคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  มาในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมเห็นได้ชัด  หรือไม่ก็มาในรูปที่คุณไม่มีวันจะเข้าจำได้  ผมเริ่มค้นชิ้นกับสภาพของป่าโดยรอบของซากรถตู้แล้ว เฉกเช่นเดียวที่คุ้นชินกับเขา ผมกำลังเรียนรู้ที่จะกลายเป็นเขา  ด้วยการปะติดปะต่อเศษกระจกแห่งความทรงจำชิ้นแล้วชิ้นเล่า ผมมองย้อนกลับไปยังอดีต  มีเวลาเหลือเฟือที่ผมจะฟูมฟายถึงมัน วัยเด็กอันร้าวเศร้า วัยหนุ่มอันคึกคะนอง  ผมเริ่มจดจำถึงความป่วยไข้ของเธอ และจดจำว่าผมได้กระทำสิ่งชั่วช้าไปมากเพียงใด   ผมจดจำถึงป้าผู้โศกเศร้าของผม  เธอไม่ใช่แม่แต่เป็นคนที่เลี้ยงดูผมมาแต่เล็ก ผมไปจากเธอตอนอายุได้สิบแปดด้วยการโดยสารรถประจำทางมุ่งหน้ามาสู่เมืองหลวง  ทิ้งป้าผู้เศร้าสร้อยกับทุกสิ่งในชีวิตไว้ในห้องแถวเก่าโ?รมและการงานหนัก หน่วงไม่รู้จบ  ป้าผู้กัดฟันส่งผมเรียนหนังสือเพื่อที่จะถูกผมทอดทิ้งไว้กับความทรงจำเก่า แก่ เช่นเดียวกันกับเธอ ที่นอนซมหลังกลับจากคลินิคทำแท้ง ผ้าปูที่นอนสีขาวเปื้อนเลือดระทมจากช่องขาของเธอ  วินาทีนั้นเองผมกล่าวลาเธอแล้วเดินจากมา

4.

ความมืดคือความมืด ในทางกายภาพความมืดดำรงคงอยู่ เฉกเช่นในทางนามธรรม ความดีงามเกิดจากกาสั่งสอน แต่ความมืดดำนั้นมาจากสัญชาตญาณของเรา  นี้อาจเป็นความคิดทวิลักษณ์ที่อ่อนก้อยและน่าสมเพช ซึ่งได้ผลักสัญชาตญารดั้งเดิมของมนุษย์ให้ผูกพ่วงอยุ่กับความชั่วร้ายจะได้ ยึดกุมเอาวาทกรรมความดีงามไว้แต่เพียงผู้เดียวเพื่อปกครอง  แต่เชื่อเถิดว่าความมืดมีอยู่ มันไม่ได้น่ากลัว เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในเราทุกคน  เราเลือกไม่ได้หรอก  มีแต่รอคอยจะถูกกลืนกินเท่านั้น

นั่นคือที่ชายไร้หน้ากล่าวกับผม  ในที่สุดผมเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับแบบจำลองของภูติผีแล้ว ผมตาย หลงติดอยในห้วงกาลเดิมๆ  เหตุการณ์เกิดวนซ้ำไปซ้ำมาโดยการสุ่ม  ผมไม่ได้เป็นวิญญาณเร่ร่อนซึ่งกรีดร้องอยู่บนทางด่วยนในยามกลางคืน แต่เหตุการณ์สุ่มอยู่ที่ผมกลายเป็นวิญญาณที่ติดอยู่กับซากรถตู้  พวกเด็กหนุ่มคึกคะนองเดินทางไกลมาพิสูจน์ความกล้าเพื่อจะเห็นผมเดินไปเดินมา อยู่รอบๆรถตู้คันนั้นในป่าไม้เลื้อย  กิจวัตรวนซ้ำ จนในที่สุดผมก็พบว่าที่แท้แล้วผมไม่ได้ค่อยๆกลายเป็นชายไร้หน้า แต่ผมคือชายไร้หน้าในอีกห้วงกาลหนึ่งนั้นเอง ชายไร้หน้าไม่ได้มีอยู่มาแต่ต้น มีแต่ผมเองในห้วงมิติซึ่งแตกต่างกัน  เศษกระจกถูกต่อครบสมบูรณ์แล้ว แต่นั่นไม่ได้นำพาใครไปสู่สิ่งใดทั้งสิ้น

บ้านผีสิง

Posted in short story with tags , on April 19, 2009 by tropicalmalady

ความตายของชูมาน (ภาค 1)

บ้านผีสิง ( ความตายของชูมาน ภาค 2 )

ตอนที่พวกเขาซื้อบ้านหลังนี้พวกเขาได้ยินเรื่องคนตายมาก่อนแล้ว

ว่ากันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งตายในบ้านนี้ ร่างของเธอค่อยๆสูญสลายไปในอากาศช้าๆ  เพียงสองวันหลังรัฐประหาร เธอก็กลายเป็นอากาศธาตุ แรกทีเดียวพวกเขาคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องตลกหลอกเด็ก  เรื่องแบบที่บ้านเห่าๆที่ไหนก็มี เรื่องแบบที่เล่ากันขำๆเพื่อให้กลัวกันไปเล่นๆ  พวกเขาขนข้าวขนของกันมาในวันซึ่งท้องฟ้ากระจ่างสดใสปราศจากเค้าลางของความชั่วร้าย  พ่อ แม่ กับลูกสาวลูกชาย สมบูรณ์แบบประสาครอบครัวสุขสันต์  ทุกสิ่งดูหมดจดงดงาม บ้านไม้สองชั้นมีสวนเล็กๆซึ่งต้นโมกย้อยกิ่งยื่นผ่านบานหน้าต่างเข้ามา ลมเย็นพัดรื่นตรงที่ที่เธอเคยนอนอยู่เหม่อมองออกไปอย่างรวดร้าวและค่อยๆสูญสลายไป

ผมเองยังคงอยู่ที่นี่ อยู่ที่นี่เสมอหลังจากเธอจากไปแล้ว  ผมไม่เคยได้พบเธออีก  หลังจากชูมานละลายไปในอากาศผมพบว่าจู่ๆตัวเองค่อยๆโปร่งบางลงราวกับร่างกายของผมสูญเสียสีและความเข้มทึบ  ทีละน้อย ทีละน้อย  จนกระทั่งผมสามารถมองทะลุมือของตนเอง  ทะลุร่างกายของตนเอง  ผมค่อยๆจืดจางลงไปเหมือนน้ำแข็งที่ละลายช้าๆในแก้วน้ำ  ถึงที่สุดผมกลายเป็นมนุษย์ล่องหนสมบูรณ์แบบ ไม่สามารถเปล่งเสียงหรือแตะสัมผัสสิ่งใด เสื้อผ้าไม่มีความจำเป็น อาหารไม่มีความจำเป็น กล่าวตามสัตย์สุดท้ายผมกลายเป็นภูติผี

ครอบครัวที่ย้ายมาใหม่ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่รู้เรื่องของนักศึกษาศิลปะสองคนซึ่งเคยอาศัยที่นี่และสูญหายไปหลังเหตุการณ์รัฐประหาร  บ้านถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง เจ้าของบ้านเช่าเข้าใจว่าผมกับเธอคงหนีไปแล้วพวกเขาจึงรื้อข้าวของทั้งหมดของเรา  หนังสือ ซีดี ภาพเขียน เสื้อผ้า สมุดบันทึก  กระทั่งความฝันก่อนเก่า และความทรงจำตรงนั้นตรงนี้ออกมากองหน้าบ้าน แล้วแบ่งขายให้กับใครต่อใครที่พากันมาซื้อ  ผมยืนมองเหตุการณืทั้งหมดโดยไม่อาจตอบโต้ ทั้งเพราะผมสูญเสียความสามารถในการข้องเกี่ยวกับโลก และในขณะเดียวกัน ผมอ่อนแอเกินกว่าจะทำอันใดได้ กระทั่งบ้านถูกขายต่อในที่สุด พวกเขาก็ยังไม่รู้ว่า มีอดีตอันระทมทุข์อยู่ในซอกมุมอันลึกลับของบ้าน  ไม่รู้ว่าหนึ่งในผู้เช่าก่อนหน้านั้นกลายเป็นมนุษย์ล่องหน และอีกคนคงวนเวียนอยู่ในอากาศ

ผมรู้ว่าชูมานยังคงอยู่ในบ้านนี้ หากเธอไม่ต้องการให้ผมพบเห็น ตอนนี้ผมกลายเป็นอื่นสำหรับเธอซึ่งได้กลายเป็นวิญญาณกราดเกรี้ยวของประวัติศาสตร์ซึ่งถูกลบลืมไป ประวัติศาสตร์ซึ่งจะไม่มีใครเขียนถึง ความเกรี้ยวกราดของเธออวลลอยในบ้านนี้ ผมเป็นเพียงเศษซากตกค้างของความไม่เอาไหน เป็นวิญญาณของผู้แพ้ซึ่งไม่มีสิทธิ์เสียง หรือความหมายใดๆ เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อย่างเงียบเศร้า ผู้ที่มองดูความพังพินาศของครอบครัวแสนสุขซึ่งผมไม่อาจรู้แน่ว่าเป็นเธอหรือเปล่าที่ทำให้ครอบครัวนี้มาถึงจุดจบ หรือจริงๆเธอเป็นเพียงตัวเร่งปฏิกริยาของความมืดดำในใจพวกเขาเอง

ผมควรอธิบายถึงพวกเขาสักเล็กน้อย ผมอยากให้คุณจินตนาการถึงครอบครัวในฝันของคุณ ครอบครัวสวยสดงดงามและบนใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่เสมอ ครอบครัวมั่คงแข็งแกร่งแบบที่คุณพบได้ตามป้ายโฆษณาบ้านจัดสรร หรือรูปภาพโฆษณาของโรงพยาบาลเอกชน  ครอบครัวที่ประกอบด้วยพ่อแม่และลูกสาวลูกชาย ทุกคนสุขภาพดีมีสุข ดูจะได้รับการศึกษามาสมบูรณ์พร้อมและมีร่างกายแข็งแรง หากมันเป็นภาพเคลื่อนไหวคุณอาจได้ยินเสียงหัวเราะเจืออยู่ในภาพของพวกเขา   รถยนต์สองคันไม่พอที่จอด พวกเขาจึงจ้างคนไถกลบสวนโมกของเรา ต้นโมกโดนรื้อถอนไปลงกระถาง เพื่อเทลาดปูนซีเมนต์ปูพื้น ผมรู้ว่าเธอโกรธ  การรื้อทำลลายสวนทำให้ผมแน่ใจว่าเธอยังอยู่ในบ้านนี้ มวลอากาศเย็นลงและมืดหมองฉับพลัน ถ้าเธอมีชีวิตอยู่เธอจะไม่มีวันยอมกับเรื่องนี้ ตอนที่เธอมีชีวิตอยู่ความโกรธยังพอจะเปลี่ยนเป็นความทุกข์เศร้าได้  แต่ตอนนี้เธอตายไปแล้ว ความโกรธจึงกลายเป็นความเกลียด ตอนมีชีวิตอยู่เธอไม่เคยต่อสู้  แต่ตอนนี้เธอได้อำนาจลึกลับจากความตายแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป

เป็นเธอแน่ๆเข้าสิงเด็กสาวคนนั้นในกลางดึกคืนหนึ่ง เด็กผู้หญิงกรีดร้องด้วยเสียงของชูมาน เสียงกรีดร้องซึ่งผมเคยได้ยินเพียงสองหรือสามครั้งตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ครั้งหนึ่งบนถนนในยามเช้าแห่งความเปลี่ยนแปลง และอีกครั้งหนึ่งในกลางดึกคืนต่อมา   ตอนนั้นผมเข้าใจว่าเธอเพียงฝันร้ายหากมารู้ในภายหลังว่านั่นคือคืนที่เธอตัดสินใจทำแท้งลูกของเรา เสียงนั้นสะทกในอกเมื่อแรกได้ยิน ผมเผ่นโผนจากชั้นล่างของบ้านขึ้นไปบนห้อง  พบร่างอวบสล้างทุรนทุรายอยู่ในความมืดซึ่งมืดเข้มลึกลับกว่าที่เคยเป็น พอ่แม่และพี่ชายของเธอกรูกันมาจากห้องหับส่วนตัว  ล้วนตกใจทำอะไรไม่ถูก สิ่งนี้คือประสปการณ์ใหม่ที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อน  คิดกันตามหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งพวกเขายึดจับมาตลอดชีวิต ลูกสาวคนเล็กของบ้านนั้นป่วยไข้  และต้องเข้ารับการรักษาเยียวยา แต่ผมรู้ว่าในบ้านหลังนี้กรอบคิดวิทยาศาสตร์นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไป พวกเขากลุ้มรุมเข้ายือยุดเด็กสาว พยายามจะรวบตัวเธอเพื่อพาขึ้นรถไปส่งโรงพยาบาล นั่นยิ่งทำให้เธอดิ้นสู้  ผมไม่รู้ว่าเธอเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ทั้งที่ตอนมีชีวิตอยู่เธออ่อนล้าและป่วยกระเสาะกระแสะเสมอ-หมายถึงชูมาน   ตอนนั้นเองที่ผมตระหนักได้ว่าเธอกลายเป็นคนอื่นไปแล้ว เช่นกันผมที่กลายเป็นอื่นสำหรับเธอ

พวกเขากลับกันมาในตอนรุ่งสาง หมอหาสาเหตุเรื่องอาการชักไม่พบ ได้แต่ให้ยากล่อมประสาท เด็กสาวยังคงอยู่ที่โรงพยาบาล พวกเขาดูซีดเซียวด้วยห่วงใย  กล่าวตามสัตย์ผมแทบจะเชื่อมั่นว่าพวกเขาที่แท้รักกันแน่นแฟ้นอย่างยิ่ง

เด็กสาวยังคงเข้าๆออกๆโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นหลังจากนั้น การเรียนของเธอค่อยๆแย่ลง ร่างกายก็ซีดเซียวป่วยไข้ เธอกินได้น้อยลง เหม่อลอยเชื่องช้า  ปัญหานี้ค่อยๆกัดกินทุกคนในบ้าน จากวันเป็นเดือน รัฐบาลรัฐประหารกล่าวคำอำลาพร้อมรัฐธรรมนูญใหม่ รัฐบาลเลือกตั้งที่คนครึ่งประเทศเกลียดชังหมุนเวียนมาแทน เหตุบ้านการเมืองไม่เหลือความสำคัญต่อผมอีกต่อไป หลังรัฐประหารที่ทำให้เธอตาย ผมสาบานกับตัวเองจะไม่ยุ่งเรื่องนี้อีก  กับบ้านนี้ก็เช่นกัน หรืออาจจะยิ่งกว่านั้น เพราะสำหรับพวกเขาการเมืองไม่เคยมีอยู่  เขาอาศัยในบ้านไม่สองชั้นที่แยกเอกเทศออกจากโลกของความวุ่นวาย การชุมนุมประท้วง หรือความอดอยายากเข็ญ  เสาบ้าน ผนังทั้งสี่และหลังคาของพวกเขาถูกสร้างอย่างมั่นคงแน่นหนาพอจะปกป้องพวกเขาจากภยันตรรายของความไม่มั่นคงแห่งชีวิต ขณะเดียวกันก็ปิดตาพวกเขาจากความทุกข์เข็ญที่กินทกุคน  มีเพียงความป่วยไข้ของเด็กสาวเท่านั้นที่รบกวนจิตใจ  ความด่างพร้อยไม่สมบูรณ์พร้อมที่แรกทีเดียวได้ให้สิทธิ์พิเศษในการได้รับความเห็นใจจากพี่น้องเพื่อนฝูง แม่ผู้น่าสงสาร พ่อผู้เข้มแข็ง พี่ชายที่ห่วงใย เด็กสาวได้รับสิทธิ์พิเศษกว่าใคร เธอไม่ต้องไปโรงเรียนอีก ไม่ต้องทำในสิ่งที่เธอไม่ต้องการ  ซึ่งเธอเหลือสิ่งที่ตนต้องการน้อยลงไปทุกที เด็กสาวค่อยๆผ่ายผอม เหม่อลอย สูญเสียสิ่งที่เธอเคยมีมาช้าๆทีละน้อย ทีละน้อย

ผมยังคงเฝ้าดูเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยดวงตาแห่งคนนอก ชูมาน -คุณมันใจหิน ฆ่าลูกของเรายังไม่พอ ตอนนี้คุณจะฆ่าเด็กคนนี้ทั้งเป็น เด็กสาวซึ่งไม่เคยทำอะไรมากไปกว่ามีชีวิต ในฐานะเด็กวสาววัยรุ่นเท่านั้นเอง กระนั้นก็ตาม เธอก็ไม่เคยออกมาตอบโต้ผม ผู้ซึ่งดีแต่ตะโกนอยู่ในความเงียบ ผู้ศึ่งทำได้เพียงจดจ้องเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ เศร้าสลดอย่างทำอะไรไม่ได้กับมัน

ทุกคนเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ถ้าไม่ใครก็ใครสักคนกล่าวขึ้นมาว่าทั้งหมดอาจจะเป็นเพราะภูติผี  มาถึงตอนนี้เรื่องราวก็ถูกขยายใหญ่โต พวกเขาพากันขุดลึกลงไปถึงประวัติของบ้านหลังนี้ พูดคุยเกี่ยวกับผมและชูมาน  ความสัมพันธ์ผิดทำนองคลองธรรม เรื่องราวบวมพองออกราวกับมันมีชีวิตของมันเอง  จนในบางครั้งเมื่อพวกเขาพูถึงผมและเธอผมรู้สึกราวกับพวกเขาพูดถึงคนอื่น  ใครสักคนที่ไม่ใช่ผมกับชูมาน  พวกเขาพยายามตามหาเราทั้งคู่ แต่ทุกอย่างนำไปสู่ทางตัน พวกเขาถึงกับจ้างคนมาทุบปูนซีเมนต์ซึ่งปูทับลานจอดรถ เพื่อหาศพของเธอ -ซึ่งพวกเขาเข้าใจเอาว่าเป็นผมเองที่ฆ่าและฝังเธอไว้ในนั้น แต่ที่พวกเขาพบก็มีเพียงหนอนไหน่ ซากของแตกร้าวจากอดีตกาล บางชิ้นผมไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ ที่นั่นพวกเขาพบเศษกระดูกของบางสิ่ง ฝังกลบอยู่ตรงที่ซึ่งเคยเป็นโคนต้นโมก บางสิ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นลูกที่ไม่ได้เกิดมาของผมกับเธอ

เรื่องราวลุกลามรวดเร็วเสมอ ขณะเดียวกันสูญเสียความหมายเสมอ ผู้คนมองที่นี่เป็นบ้านผีสิงไปจริงๆ มีคนได้ยินเสียงร้องของทารก เห็นผู้หญิงผมยาวที่ริมหน้าต่าง และบางครั้งเห็นผม  พวกเขาเริ่มพากันเป็นบ้าไปหมด  พวกเขาเชื่ออย่างจริงจังว่าลูกสาวของตนโดนผีของชูมานมาสิงสู่ ผีซึ่งตอนนี้มีอิทธิฤทธิ์ราวกับปีศาจร้ายที่เราเห็นกันในหนังผี ชูมาน คนรักของผมซึ่งเคยเป็นเพียงเด็กสาวร่างสูงโปร่ง ตาเศร้า หลงรักภาพวาดของมาร์ค ชากาลล์ และครั้งหนึ่งเฝ้าฝันถึงวันอันดีงาม ชูมานซึ่งตอนนี้กลายเป็นผีร้ายในสายตาของพวกเขา และเป็นแม่ใจยักษ์ในซีกส่วนหนึ่งของความรู้สึกของผม

เหตุการณ์ยังคงคืบเคลื่อนไป จะพระหรือหมอผีก็ไม่ทำอะไรให้ดีขึ้น สุดท้ายพวกเขาก็เริ่มเห็นเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความเลื่อนเปื้อนเหลวไหลของคนงมงาย พวกเขาล้มเลิกพิธีการหมดสิ้น  พยายามจะดำเนินชีวิตต่อ ลูกสาวของเขาสุดท้ายเป้ฯเพียงสมอซึ่งถ่วงพวกเขาให้ย่ำอยู่กับที่และจมลงในอาการประสาทเสีย

ผมไม่รู้ว่านั่นเป็นฝีมือของเธอหรือไม่ คืนหนึ่ง เด็กสาวชักอีก เธอหวนให้คร่ำครวญราวกับทุกข์เศร้ายาวนานสองร้อยปีพังทลายลง ค่ำคืนอีนยาวนานเหมือนไม่สิ้นสุด  เด็กหนุ่มเป็นคนแรกที่สิ้นความอดทน เขาทุบโต๊ปึงปัง ผลักเปิดประตูห้องของน้องสาวอย่างเคียดแค้น พอสักที เงียบได้แล้วอีเด็กบ้า-เขาตะคอก เขย่าตัวน้องสาวซึ่งไม่รู้สึกรู้สมอะไร พ่อของเขาถึงกับต้องกระโจนเข้าไปแยกตัวลูกชายออกมา แม่เอาแต่ร้องให้ เธอบอกว่าเธอเองก็เหลือทนกับเรื่องนี้แล้วเช่นกัน หลังจากคืนนั้น ลูกสาวก็ถูกส่งตัวไปอยู่โรงพยาบาลเป็นการถาวร

ทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆคืยเคลื่อนสู่ความเป็นปกติเชื่องช้า นับถึงตอนนี้พวกเขามาอยู่ที่นี่ได้สองปีเศษ  สองปีซึ่งเกิดเหตุการณ์มากมายเหลือเกิน  เต็มตื้นด้วยความรู้สึกผิดในใจที่ค่อยๆเจือจางลงตามกาลเวลา ตามหลักของเหตุและผลมันถูกต้องดีแล้ว พวกเขาค่อยๆฟื้นคนกิจวัตรดั้งเดิมของตนช้าๆ การตื่น การทานอาหารเช้า การออกไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ การไปข้างนอกสัปดาห์ละครั้ง เสียงหัวเราะคืนมาเชื่องช้า เวลามีใครถามถึงลูกสาวคนเล็ก พวกเขาบอกว่าเธออยู่ที่โรงพยาบาล ผู้คนก็พากันสงสารเห็นใจ อย่างหมดจดงดงามพวกเขาดำเนินชีวิตต่อ สมอถูกถอดถอน เรือเคลื่อนไปแล้ว ในบ้านไม้สองชั้นที่ถูกต่อเติมออกไปทีละเล็กละน้อย  พวกเขาอาจต้องทำเช่นนั้นเพียงเพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แต่บางทีผมก็คิดถึงเด็กสาวผ่ายฟอมในห้องสีขาวซึ่งปิดตายทั้งสี่ด้าน  ค่อยๆถูกลบลืมไปในฐานะของสิ่งของแทงบัญชีดับสูญ เธอไม่ได้ละลายหายไปในอากาศ แต่สาบสูญไปตรงหน้า ไม่ใช่เพราะเธอผิด แต่เพราะเธอไม่เข้าพวกอีกต่อไป

บ่อยครั้งผมคิดถึงชูมาน ใคร่ครวญเศร้าๆว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเธอหรือไม่  บางครั้งตอนที่ผมหลับ ผมฝันว่าตัวเองตื่นขึ้น และเธอนั่งตรงปลายเตียง เล่าว่าที่นั่นเธอได้พบกับลูกที่ไม่ได้เกิดมาของเรา  เล่าเรื่องเกี่ยวกับอดีตของเรา ไม่ปฏิเสธและยอมรับว่าเธอเป็นคนทำหรือไม่  บ่อยครั้งผมฝันเห็นเธอนั่งนิ่งเหม่อลอย บางคืนเธอหันมาถามความเอากับผมว่าถึงที่สุดแล้ว เราจะยังวนเวียนอยู่ในบ้านหลังนี้หรือเปล่า บ้านหลังเดิมที่ไม่ว่าเปลี่ยนเจ้าบ้านไปสักกี่ครั้งเราก็ยังคงเป็นอากาศธาตุ บ้านที่เราไม่มีทางจากไปได้

วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา : 19 เมษายน 2552

scene from HOUR OF THE WOLF directed by INGMAR BERMAN

phograph by FILMSICK

อย่ารัก

Posted in poem of the unwell with tags on April 19, 2009 by tropicalmalady

ความรักของเธอ

ยืนอยู่บนพื้นฐานของรัก

รักฉันสิแล้วฉันจะรักเธอ

ความรักของเธอจึงเป็นเพียงการตอบสนองซึ่งเปราะบางและอ่อนไหว

ในโลกที่เราไม่สามารถที่จะรักได้

แต่ง่ายที่เราจะเกลียด

จงอย่ารักฉันเลย หากเธอพร้อมเสมอที่เธอจะเกลียด